โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน 10,000 บาท เข้าสู่ระยะที่ 2 โดยในช่วงนี้รัฐบาลเปิดให้ตรวจสอบรายชื่อของผู้มีสิทธิ์ จากนั้นวันที่ 27 ม.ค. จะโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนผู้มีสิทธิ์
สำหรับกลุ่มเป้าหมายในระยะที่ 2 เป็นประชาชนที่มีสัญชาติไทยอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ 15 ก.ย. 2567 คือเกิดก่อนหรือในวันที่ 16 ก.ย. 2507
นอกจากนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นทางรัฐ ตามโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล สำเร็จแล้ว มีรายได้ไม่เกิน 840,000 บาทต่อปี และมีเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท เป็นต้น
ประชาชนกลุ่มนี้มีประมาณ 4 ล้านคน ใช้วงเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
ก่อนหน้านี้รัฐบาลดำเนินโครงการในระยะแรกเสร็จสิ้นลุล่วงไปด้วยดี ด้วยการแจกเงิน 10,000 บาท ให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม
โดยกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการ รวมกันประมาณ 14.5 ล้านคน ใช้วงเงินประมาณ 1.45 แสนล้านบาท จ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคารที่ผูกระบบพร้อมเพย์
การแจกเงินในระยะแรกนั้น แม้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่ปรากฏว่าส่งผลดีต่อดัชนีความเชื่อมั่น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม
ส่งผลดีต่อกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์การเกษตร ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงสั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
สำหรับโครงการในระยะที่ 3 จะเป็นการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ให้แก่ประชาชนที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้วผ่านแอปพลิเคชั่นทางรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนจำนวนมากที่สุด รัฐบาลระบุว่าขณะนี้อยู่ในช่วงจัดทำระบบ
ทั้งนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง ยืนยันระบบจะพร้อมทดสอบในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค. จากนั้นเงินจะเข้าสู่ระบบไตรมาสที่ 2-3 หรือใกล้เคียงช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.
จากการดำเนินโครงการเติมเงินเฟสที่ 1 สำเร็จ และเฟสที่ 2 ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลตรุษจีนพอดี สะท้อนถึงความมุ่งมั่น และสิ่งที่รัฐบาลแถลงนโยบายเอาไว้
ลำดับต่อไปคือเฟสที่ 3 เป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุด คาดหวังว่าเม็ดเงินที่เติมเข้าไปจะตรงเป้า กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยครอบคลุมทุกพื้นที่