มติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 1 ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.25% มาอยู่ที่ 2% ต่อปี เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติย้ำและยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับแรงกดดันจากภาคการเมืองหรือเอกชน
การตัดสินใจที่สร้างเซอร์ไพรส์เล็กน้อยนี้ มาจากการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตลดลงอย่างมีนัยสำคัญของบอร์ด กนง.เอง
นักวิเคราะห์การเงินเห็นว่า การตัดสินใจนี้เร็วกว่าที่คาดว่าอาจจะรอดูนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาก่อน
แต่ในเมื่อตัดสินใจลดเพราะเห็นว่าควรลดอัตราดอกเบี้ย ย่อมเป็นเรื่องดีสำหรับประชาชนส่วนใหญ่
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร พยายามสื่อสารให้ กนง.พิจารณาปรับลดดอกเบี้ย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังไม่สูง
แม้สัญญาณสื่อสารอาจดูเข้มข้นน้อยกว่าการเรียกร้องสมัยอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ที่ขอให้แบงก์ชาติเห็นแก่ประชาชนที่กำลังเดือดร้อน
แต่เมื่อรวมกับเสียงสนับสนุนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ว่าการลดดอกเบี้ยของไทยจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ จึงช่วยเพิ่มเหตุผลให้การเซฟประชาชนสำคัญกว่าเซฟอย่างอื่น
อีกทั้งยังย้ำว่านโยบายทางการเงินควรขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับนโยบายการคลังที่รัฐบาลพยายามออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเหตุผลของแบงก์ชาติที่มองภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่ามีแนวโน้มเติบโตลดลงนั้น ไม่ได้แตกต่างจากการวิเคราะห์ของสถาบันการเงินอื่นๆ รวมถึงรัฐบาล
จีดีพีของไทยในปี 2567 ขยายตัวน้อยเกือบอยู่อันดับสุดท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน ด้วยเหตุผลที่นายกฯแพทองธารอธิบายว่า ไทยไม่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศมายาวนาน ต่างจากประเทศร่วมภูมิภาค เช่น เวียดนาม หรือมาเลเซีย
แม้ไม่ได้ระบุถึงสาเหตุแบบตรงๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่สังคมรับทราบอยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรงในช่วงที่ประเทศถูกแช่แข็งในทุกด้าน
ขณะนี้เมื่อการเมืองกลับเข้าเส้นทางประชาธิปไตยแล้ว แม้จะเจอหลุมบ่อบ้าง ก็เป็นหน้าที่ของทุกคนทุกฝ่าย ที่ต้องประคับประคองไม่ให้หลุดโค้งออกนอกเส้นทางไปอีก เพื่อให้เศรษฐกิจและปากท้องประชาชนเติบโตในทิศทางที่ดีไปพร้อมกัน