เกษตรกรชาวนาไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านราคาข้าวตกต่ำ เนื่องจากปัจจัยในตลาดโลกและปริมาณผลผลิตข้าวนาปีในไทยออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ชี้ว่า ปัจจัยหลักที่กระทบต่อราคาข้าวในปีนี้คือการกลับมา ส่งออกข้าวขาวของอินเดีย หลังจากหยุดไป 2 ปี ทำให้ราคาข้าวไทยก่อนหน้านี้ที่เคยสูงกว่า 10,000 บาทต่อตัน ปรับลดลงใกล้ระดับปี 2564
เนื่องจากอุปทานหรือความต้องการขายในตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่อุปสงค์หรือความต้องการซื้อยังอยู่ในระดับเดิม
จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกษตรกรชาวนาภาคกลางออกมาชุมนุมกดดันรัฐบาล ให้เร่งหามาตรการช่วยเหลือโดยเร็ว
เบื้องต้นภาครัฐโดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ หรือ นบข. พิจารณามาตรการช่วยเหลือราคาข้าวนาปรัง ได้แก่ มาตรการสินเชื่อชะลอผลผลิตออกสู่ตลาด มาตรการชดเชยดอกเบี้ย และมาตรการเปิดจุดรับซื้อ
ขณะเดียวกันยังได้อนุมัติตามการเสนอของกระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนเงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาทไม่เกิน 10 ไร่ เร่งหาตลาดใหม่ โดยเจรจากับจีนในโควตาส่งออกข้าว และการขยายตลาดในแอฟริกา
นอกจากนี้ยังเน้นย้ำมาตรการกำกับดูแลการรับซื้อข้าวของผู้ประกอบการและโรงสี ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมต่อเกษตรกร
รวมถึงการจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เช่น ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบเกษตรกร
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชน มองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการชะลอราคาข้าวไม่ให้ลดลงอย่างรวดเร็วจากภาวะผลผลิตเกินความต้องการ ซึ่งเป็นปัญหาเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีผลผลิตสูง
ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐควรหามาตรการระยะยาวป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำๆ เช่น จัดตั้งกองทุนเพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก ให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติมแก่เกษตรกร
การบูรณาการร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อช่วยพัฒนาสินค้าแปรรูปจากข้าว นอกเหนือจากการบริโภคในมื้ออาหารหลัก ชาวนาควรเร่งพัฒนาตนเองและเปิดรับเทคโนโลยีเพาะปลูกใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพ
รัฐบาลควรใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้ปัญหาที่เกิดกับเกษตรกรชาวนาไทยลดหายไปในที่สุด