รัฐบาลไทยพร้อมด้วยสื่อมวลชนเดินทางไปยังเมืองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน เพื่อติดตามความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ที่ไทยส่งกลับเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ระหว่างนั้น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ประกาศนโยบายจำกัดวีซ่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย เพื่อตอบโต้การดำเนินการดังกล่าวของไทย
โดยก่อนหน้านี้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเคยออกเเถลงการณ์ประณามไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง ระบุ การดำเนินการของไทยเสี่ยงต่อการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศ ทั้งยังเรียกร้องให้ทางการจีน เปิดให้มีการตรวจสอบโดยถี่ถ้วนและสม่ำเสมอ เพื่อยืนยันสวัสดิภาพชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับ
รัฐบาลไทยต้องเรียกร้องให้ทางการจีนคุ้มครองสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ รวมทั้งต้องพิสูจน์การดำเนินการดังกล่าวอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
กระทรวงการต่างประเทศของไทยชี้แจงว่า รัฐบาลไทยรับทราบนโยบายกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ที่ประกาศเมื่อ 14 มีนาคม 2568
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝ่ายไทยได้รับคำยืนยันจากรัฐบาลจีน เกี่ยวกับการให้ความปลอดภัยชาวอุยกูร์ และจะติดตามความเป็นอยู่ของกลุ่มบุคคลดังกล่าวต่อไป
ไทยดำเนินการตามหลักมนุษยธรรมที่ยึดมั่นมาตลอด รวมถึงการดูแลผู้หนีภัยจากเหตุการณ์ในประเทศต่างๆ มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ และไทยยังจะดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเหล่านี้ต่อไป
ไทยให้ความสำคัญกับความเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญากับสหรัฐ ที่ใกล้ชิดกันมายาวนาน บนพื้นฐานการเคารพซึ่งกันและกัน มีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค
นักวิชาการผู้สังเกตการณ์ฝั่งไทย มองว่า กรณีสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์คือฉากหนึ่งของสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจโลก สหรัฐและจีน ที่นับวันยิ่งทวีความหนักหน่วงมากขึ้น
สถานการณ์ของไทยตอนนี้จึงเหมือนอยู่ระหว่างเขาควาย ที่ต้องรักษาสมดุลไม่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลกระทบในเรื่องการค้ากับทั้งสองประเทศ
รัฐบาลไทยมีทางเดียวที่จะหลุดพ้นข้อครหานี้คือ การติดตามสวัสดิภาพความปลอดภัยชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไปอย่างจริงจัง การนำพาสื่อมวลชนเดินทางไปพิสูจน์ความจริง เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้ในระดับหนึ่ง
แต่หากจะหวังผลในระยะยาว ทางการไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการติดตามตรวจสอบดังกล่าวที่ไม่ใช่แค่จริงจัง แต่ยังต้องต่อเนื่องอีกด้วย