กรณีรัฐบาลไทยส่ง 40 ชาวอุยกูร์ กลับเขตปกครองตนเองซินเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถูกนำมาเป็นหนึ่งในหัวข้ออภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 24-25 มี.ค. 2568
ช่วงหนึ่งในการตอบชี้แจงของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ระบุยึดหลัก 1.การตกลงอยู่บนพื้นฐานอำนาจอธิปไตยไทย 2.เป็นไปตามกรอบกฎหมาย 3.คำนึงผลประโยชน์ของไทยในกรอบมิติความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ และความมั่นคง
4.เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะหลักการที่จะไม่ส่งไปยังที่อันตราย ไม่ไปเผชิญกับการทรมาน ทำให้สูญหาย และ 5.เป็นการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยความรอบคอบ
นายภูมิธรรมยืนยันว่าทั้ง 5 ข้อเป็นหลักใหญ่ และกฎหมายที่ทั่วโลกยอมรับ
ขณะที่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ร่วมชี้แจงย้ำว่าให้ความสำคัญศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยึดหลักตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย
เนื่องจากอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นาน 11 ปี ในสถานที่กักขังมีอยู่รวมกันพันกว่าคน ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิต และเจ็บป่วยจากการกักขัง
จากการประชุมเห็นว่าควรส่งกลับโดยสมัครใจ และได้รับการยินยอม จนกระทั่งนำมาสู่กระบวนการต่างๆ ที่สำคัญคือทั้ง 40 ชาวอุยกูร์ ทำบันทึก สมัครใจและยินยอม
การส่งกลับได้คำนึงถึงมาตรา 13 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่บัญญัติห้ามมิให้หน่วยงานรัฐส่งตัวบุคคลไปยังรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ในอันตราย หรือถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย
คือส่วนหนึ่งข้อชี้แจงต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ก็ถือเป็นหลักใหญ่และสำคัญ ที่นำไปสู่การตัดสินใจของรัฐบาลในการส่งกลับชาวอุยกูร์ และทางการจีนก็มีหนังสืออย่างเป็นทางการรับรองความปลอดภัย
ดังที่ก่อนหน้านี้ นายภูมิธรรม พ.ต.อ.ทวี นำคณะผู้เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนไปเยี่ยมเยียนชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับ เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นภาพ และบทสัมภาษณ์ ตลอดจนได้ฟังการตอบชี้แจง ในสภา สามารถพินิจวิเคราะห์ได้ เท็จจริงอย่างไร
และหลังจากนี้รัฐบาลจะต้องปฏิบัติตามที่รับปากไว้ คือในอีก 1-2 เดือน จะส่งรมว.ต่างประเทศไปติดตามถึงถิ่นอาศัยชาวอุยกูร์อีกครั้ง ตลอดจนให้เอกอัครราชทูตไทยที่จีนเข้าไปร่วมดูด้วยเป็นระยะๆ
รัฐบาลคงต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อแสดงถึงความห่วงใย และพิสูจน์ย้ำว่าไม่ใช่การละเมิด แต่เป็นการยินยอมและสมัครใจ