วันที่ 2 เมษายน 2568 เป็นกำหนดที่หลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จับตาการที่รัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศมาตรการภาษีที่จะใช้ตอบโต้ประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ

หลังจากสหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าบางส่วนจากแคนาดา เม็กซิโกและจีน เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันทั้งสามประเทศก็เปิดฉากตอบโต้ด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐเช่นกัน

สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับ 12 ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐมากว่า 10 ปี จากตัวเลขการส่งออกสัดส่วนประมาณเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็น 9% ของจีดีพีไทย

นั่นทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูงต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐ หรือที่เรียกกันว่าสงครามการค้ายุคทรัมป์ 2.0

บนเวทีสัมมนา NEXT MOVE Thailand 2025 จัดโดยสื่อประชาชาติธุรกิจ นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่ง ว่า

ไทยกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายคือ เศรษฐกิจเติบโตช้า สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ภาคเกษตรผลผลิตต่ำ การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย การขาดแคลนแรงงานและพลังงาน ตลอดจนความจำเป็นที่ต้องลงทุนเพื่อวัดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

และล่าสุดจากทรัมป์ 2.0 ที่จะประกาศเก็บภาษีต่างตอบแทนจากประเทศเกินดุลการค้ากับสหรัฐ ซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย โดยใช้หลักคำนวณว่าประเทศคู่ค้าต่างๆ เก็บภาษีจากสหรัฐมากกว่าเท่าไร และควรเก็บตอบโต้เท่าไร

แม้ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่เป็นไปได้ที่สหรัฐจะประกาศเก็บภาษีทุกสินค้าไทย แล้วให้ไทยเข้ามาเจรจาต่อรอง

ฟากฝั่งรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ติดตามนโยบายการค้าของสหรัฐมาตั้งแต่ปลายปี 2567 ต่อมาได้ตั้งคณะทำงานหารือเตรียมการรับมือโดยเฉพาะ มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ปลัดกระทรวงต่างประเทศและหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมคณะ

กลางเดือนที่ผ่านมา นายกฯ แพทองธาร เป็นประธานประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมความพร้อมแผนดำเนินการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยหลัง 2 เมษายน

สงครามการค้าโลกครั้งนี้สมควรต้องมีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน ช่วยให้มองปัญหาและวิธีการรับมือได้ครบทุกแง่มุม ทำให้ไม่เกิดข้อเสียเปรียบบนโต๊ะเจรจามากเกินไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติให้ได้มากที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน