กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม รับคดีอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว เป็นคดีพิเศษ
โดยระบุว่าอาจมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
รวมทั้งอาจมีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พร้อมกับแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 36 คน มีรองอธิบดีดีเอสไอเป็นหัวหน้าคณะ
เป็นอันว่าเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม ถูกยกระดับเป็นคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ระบุว่าดีเอสไอมีหลักฐานมากพอที่จะเชื่อได้ว่าบริษัทก่อสร้างมีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นนอมินี ประกอบกับมีความเสียหายมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ถือว่าเข้าข่ายการเป็นคดีพิเศษ
นอกจากความผิดที่เป็นนอมินีแล้ว จะขยายผลเรื่องสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน การฮั้วประมูล และคุณภาพการก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตึกถล่มลงมาหรือไม่
รมว.ยุติธรรมระบุด้วยว่า ไม่มีความกังวลในการสอบสวนคดี ถึงแม้ผู้เกี่ยวข้องจะเป็นบริษัทวิสาหกิจของประเทศจีน และจะตรวจสอบย้อนหลังไปถึงอีก 10 โครงการ ที่ได้รับการประมูลจากภาครัฐก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ ดีเอสไอจะตรวจสอบบริษัทอื่นๆ ที่มีลักษณะการร่วมทุนของชาวต่างชาติทั่วประเทศ ว่าบริษัทใดบ้างที่มีพฤติกรรมรับเป็นนอมินี
เหตุการณ์ตึกสำนักงาน สตง.แห่งใหม่ มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังลงถล่มจากแผ่นดินไหว มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก นอกจากความสูญเสียแล้วยังเป็นที่สนใจของสังคมวงกว้าง
โดยเฉพาะ “สตง.” เจ้าของอาคารสำนักงาน ซึ่งเป็นองค์กรอิสระมีหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล และองค์กรอื่นๆ ของรัฐ
จึงเกิดคำถามว่าทำไมเป็นเพียงแห่งเดียวที่พังถล่ม ทั้งที่มีตึกอาคารอยู่ระหว่างการก่อสร้างหลายแห่งในกรุงเทพฯ จึงตามมาด้วยข้อสงสัยถึงกระบวนการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง และทุจริตหรือไม่
ดังนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบด้าน และต้องมีผู้รับผิดชอบ