รวมทั้งให้ความเห็นชอบกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จนกว่ามีคำตัดสินในคดีที่สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากตกเป็นผู้ถูกร้องและผู้ร้องขณะนี้
โดยยังคงเดินหน้าลงมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุดต่อไป
มีกรรมาธิการสามัญทำหน้าที่ดังกล่าวชุดละ 15 คน โดยมีสมาชิกวุฒิสภาผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมาธิการที่ถูกหมายเรียกแจ้งข้อหาจากคณะ กรรมการการเลือกตั้งรวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก นำมาซึ่งความไม่น่าไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ ในการประชุมวุฒิสภาวิสามัญ (ครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ ยังลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติด้วยจำนวน 3 คน
อันได้แก่ นายประกอบ ลีนะเปสนันท์ รองประธานศาลฎีกา นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง อธิบดีอัยการภาค 2 และนายประจวบ ตันตินนท์ กรรมการอิสระ บริษัทสิริเวช จันทบุรี จำกัด (มหาชน)
โดยมีมติให้ความเห็นชอบให้นายเพียรศักดิ์เป็นกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 138 เสียง ไม่เห็นชอบ 2 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง
ขณะที่นายประกอบ ได้รับคะแนนเห็นชอบ 61 เสียง ไม่เห็นชอบ 60 เสียง งดออกเสียง 33 เสียง นายประจวบ ได้รับความเห็นชอบเพียง 14 เสียง ไม่เห็นชอบ 108 เสียง งดออกเสียง 31 เสียง ถือว่าทั้ง 2 คน ได้เสียงเห็นชอบน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง มีอันต้องตกไป
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมีนาคม ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติลับไม่เห็นชอบให้นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดีและนายชาตรี อรรจนานันท์ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว
ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ประกาศรับสมัคร สรรหา และส่งให้วุฒิสภาพิจารณา โดยที่ทั้ง นางสิริพรรณและนายชาตรีไม่สามารถลงสมัครเพื่อเข้ารับการสรรหาซ้ำอีกได้
ปี 2568 นี้ มีกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่กำลังจะพ้นตำแหน่งเนื่องจากหมดวาระด้วยกัน 2 องค์กร จำนวน 6 คน ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ้นตำแหน่ง 5 คน จากทั้งหมด 7 คน และประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน
การที่วุฒิสภาชุดนี้ซึ่งมีสมาชิกถูกหมายเรียกให้รับทราบและชี้แจงกล่าวหาจากคณะกรรมการ การเลือกตั้งรวมกันแล้วขณะนี้จำนวน 117 คน เกินครึ่งหนึ่งของสภา ดังนั้น การลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการในองค์กรอิสระ โดยเฉพาะกรรมการ เลือกตั้งจึงเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และไม่มีความชอบธรรม