ในวาระการถึงแก่อสัญกรรมของพล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี ในช่วงเหตุการณ์เดือนพฤษภา 2535
คณะญาติวีรชนผู้สูญเสียในเหตุการณ์ ออกแถลงการณ์ สรุปว่า ญาติวีรชนไม่ได้รู้สึกดีใจ เพราะไม่ได้อาฆาตหรือพยาบาทเป็นการส่วนตัว
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจ หากคือความรู้สึกสลดใจ ที่คนที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายผู้ถูกกระทำและฝ่ายผู้กระทำต่างทยอยล้มหายตายจาก โดยที่ความสูญเสียเลือดเนื้อจากเหตุการณ์ไม่ได้ทำให้การเมืองไทยดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น
การรัฐประหารและเหตุการณ์นองเลือดที่ควรหมดไปยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ทั้งยังกลับแย่ลงในหลายด้าน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผลผลิตของการยึดอำนาจครั้งล่าสุดก็ยังแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตยไม่ได้จนบัดนี้
นักวิชาการด้านการเมืองวิเคราะห์เปรียบเทียบพล.อ.สุจินดา ที่เป็นนายกฯ ได้เพียง 47 วัน และอยู่ในอำนาจเพียง 1 ปี 3 เดือนนับจากการรัฐประหารโดย รสช. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2534
กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อยู่ในอำนาจนานถึง 9 ปีเศษ หลังการรัฐประหารปี 57 ทั้งที่ คสช. และ รสช. ใช้คนร่างรัฐธรรมนูญคนเดียวกันคือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์
ว่าสาเหตุหลักๆ คือ ในปี 2534 ไม่มีประชาชนเรียกร้องถามหาการรัฐประหาร ต่างจากการยึดอำนาจในปี 2557 ที่มีการชุมนุมสร้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้ทหารออกมายึดอำนาจ
ในปีรัฐประหาร 2534-2535 ประชาชนไม่แตกแยก ขณะที่ปี 2557 แตกแยกเป็นสีเสื้อ ที่สำคัญในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้มีการวางกลไกสืบทอดอำนาจไว้อย่างรัดกุมกว่า ผ่าน สว. องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 2560
กล่าวโดยสรุปคือ ฝ่ายเผด็จการ 2557 ได้เรียนรู้ความผิดพลาดของพล.อ.สุจินดา จึงอยู่ในอำนาจได้นานกว่า ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยยังคงแตกแยกแบ่งสี ไม่มีการสรุปบทเรียนอย่างจริงจังต่อเนื่อง
เห็นได้จากปัจจุบันที่ยังคงมีบุคคลบางกลุ่มฉวยโอกาสอ้างเรื่องปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ปลุกปั่นเรียกร้องการรัฐประหาร จุดกระแสให้ทหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง
หลังเหตุการณ์พฤษภา 35 มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก 2 ครั้งในปี 2549 โดย คมช. และ คสช.ในปี 2557 ทุกครั้ง คนในสังคมต่างคาดหวังให้เป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้าย
ส่วนอนาคตจะผิดหวังซ้ำๆ อีกหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับทุกคนในสังคมจะสรุปบทเรียนอย่างไร ยึดมั่นในวิถีทางประชาธิปไตยด้วยความเข้มแข็งมากแค่ไหน