จากสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ก่อให้เกิดความเห็นต่างของคนในสังคมเป็น 3 ทาง ได้แก่ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีแถลงขอโทษต่อสังคมและกองทัพ ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอโอกาสรัฐบาลเดินหน้าต่อ
ทางที่สอง นายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159
ทางที่สาม ยุบสภา โดยหลักมักเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลเผชิญวิกฤตการเมือง เช่น ความขัดแย้งในสภา จนไม่สามารถบริหารงานต่อได้ สูญเสียเสียงข้างมาก หรือเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งใหม่
แม้ทุกทางอาจมีปัญหาไม่ราบรื่นตามมา แต่ทั้งหมดถือเป็นทางออกตามวิถีทางประชาธิปไตยที่สากลยอมรับ ไม่มีทางอื่น
หากถึงที่สุดแล้วรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เลือกที่จะใช้วิธียุบสภาเป็นทางออก ไม่ว่าจะช้า หรือเร็ว คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง
ด้วยวิธีนี้แม้พรรคการเมืองฝ่ายค้านเห็นด้วยเรียกร้อง และสนับสนุน แต่ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ห่วงใยกังวล นอกเหนือจากร่างกฎหมายงบประมาณที่ยังค้างในสภา เรื่องภาษีทรัมป์ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ฯลฯ
แต่ที่กังวลมากที่สุดคือ “สุญญากาศ” ในช่วงหลังยุบสภาก่อนเลือกตั้งใหม่ 45-60 วัน อาจสุ่มเสี่ยง ต่อการเกิดเหตุแทรกซ้อนไม่พึงประสงค์
ซ้ำรอยอดีตรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประกาศยุบสภาเดือนธ.ค.2556 กำหนดเลือกตั้งใหม่เดือนก.พ.2557 แต่ถูกขัดขวางโดยมวลชนฝ่ายต่อต้าน กระทั่งนำสู่การรัฐประหารโดยกองทัพในเดือนพ.ค.ปีเดียวกัน
แม้การยุบสภา โดยตัวของมันเองไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การรัฐประหารเสมอไป
แต่ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน อาจเป็นการสร้างเงื่อนไขบางประการทำให้สถานการณ์เปราะบาง และหากมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ก็อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบได้
ปัจจัยอื่นอย่างเช่น การจุดชนวนความวุ่นวายจากพรรคการเมืองที่ไม่สมประโยชน์กับรัฐบาล ตลอดจนการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มต่อต้าน ซึ่งเป็นปัจจัยเชื้อเชิญให้เกิดรัฐประหารปี 2549 และ 2557
แม้ความรับผิดชอบในการหาทางออกต่อวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องเป็นฝ่ายแบกรับไป
แต่ในขณะเดียวกันปัจจัยอื่นใดที่จะเป็นการเปิดช่องให้อำนาจไม่พึงประสงค์ เข้ามาแทรกแซงการเมือง ถือเป็นหน้าที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันคัดค้านและต่อต้านอย่างถึงที่สุด