หลังทางการกัมพูชากระทำการอันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย ด้วยการเผยแพร่คลิปการสนทนาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งผิดต่อหลักการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชัดเจนและร้ายแรง
ทำให้กลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองบางพรรค ฉกฉวยโอกาสนี้นำไปปลุกปั่นประชาชนด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเตรียมระดมนัดชุมนุมใหญ่เพื่อหวังผลทางการเมือง
ในทางการข่าว ทราบว่าขณะนี้มีการจัดเตรียมผู้คนในพื้นที่ต่างจังหวัดหลายจังหวัด เพื่อให้มาเข้าร่วมชุมนุมที่จัดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยอ้างว่าเป็นการแสดงพลังความรักชาติ
อย่างไรก็ตาม การชุมนุมแสดงออกต่างๆ ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย ในการมีส่วนร่วมให้ความคิดเห็นสนับสนุนหรือคัดค้าน ทั้งนี้ จักต้องไม่ละเมิดทั้งสิทธิเสรีภาพผู้อื่นและกฎหมายบ้านเมืองด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงได้แสดงออกอย่างเป็นเอกภาพในการประท้วงกับการกระทำของคู่กรณี โดยยึดหลักอำนาจอธิปไตยและบริบททางด้านการทูตเป็นเบื้องแรก
กระทรวงการต่างประเทศ ได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชามาพบ และยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ โดยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อจรรยาบรรณและมารยาทพื้นฐานของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ที่ไม่อาจยอมรับได้
นอกจากนี้ ยังถือเป็นการทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่อาจบานปลายลุกลาม
โดยย้ำไม่ว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะเป็นใคร แต่ตำแหน่งนี้คือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศที่ควรได้รับการเคารพ ให้เกียรติ ตามแนวปฏิบัติสากลของการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ในระดับชายแดน รัฐบาลโดยคำสั่งของกองทัพบกได้มอบอำนาจให้แม่ทัพภาค 2 และแม่ทัพภาค 1 ให้เป็นผู้พิจารณา ประเมินสถานการณ์ และมีคำสั่งดำเนินการตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่
ล่าสุด พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงนามในคำสั่งอนุมัติให้ปิดจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองกำลังสุรนารีแล้ว
เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมทั้งให้เกิดความเหมาะสมต่อการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน และความมั่นคงของประเทศ
อันเป็นมาตรการด้านชายแดนตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามจากเบาไปหาหนัก ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ได้ปิดช่องทางการเจรจาทำความเข้าใจตามกลไกทวิภาคี เพื่อนำกลับไปสู่ความปกติที่มีอยู่เดิม