พรรคภูมิใจไทยปรับย้ายบทบาทการเมืองเข้าสู่การเป็นพรรคฝ่ายค้านเต็มตัว

เดินหน้าภารกิจแรก ด้วยการประกาศเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ในทันที หลังเปิดสมัยประชุมสภาวันที่ 3 กรกฎาคมนี้

แต่ปัญหาของพรรคฝ่ายค้านน้องใหม่ก็คือ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 กำหนดไว้ว่า ญัตติดังกล่าวจะต้องมี สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

ขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรมีสส.ทั้งสิ้น 495 คน ฉะนั้นเสียงสนับสนุน 1 ใน 5 คือต้องมีอย่างน้อย 99 เสียง ปัจจุบันพรรคภูมิใจไทยมี สส.ในมือ 69 เสียง เท่ากับว่ายังต้องการอีก 30 เสียง แม้พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียงจะเอาด้วย

แต่จุดชี้ขาดจริงอยู่ที่พรรคประชาชน พรรคแกนนำฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง

ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เพื่อเริ่มต้นเดินหน้าทำงานในนามรัฐบาล “แพทองธาร 2”

พรรคภูมิใจไทยในฐานะฝ่ายค้านน้องใหม่ จึงมีโอกาสพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพทางการเมือง

โดยเน้นการตรวจสอบรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ประโยชน์ของพรรคหรือกลุ่มทุนหนุนหลัง ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ไม่เล่นเกมผลประโยชน์มากเกินไป ไม่ปลุกปั่นสังคมแตกแยก ไม่มุ่งล้มรัฐบาลเพื่อแย่งชิงอำนาจมาเป็นของฝ่ายตน

ภายใต้หลักปฏิบัตินี้จะเป็นกุญแจสำคัญ ต่อให้ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็จะเป็นปัจจัยส่งเสริมทำให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคฝ่ายค้านคุณภาพ ที่ประชาชนในสังคมยอมรับได้

พรรคฝ่ายค้านที่ดีในระบอบประชาธิปไตย มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

ถึงกระนั้น การทำหน้าที่ก็ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ผ่านกลไกในรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบ การพิจารณางบประมาณแผ่นดิน ไปจนถึงการเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152

และการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ที่นอกจากจะต้องยึดถือหลักเกณฑ์เสียงสนับสนุนจาก สส.จำนวน 1 ใน 5 และในห้วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว จุดมุ่งหมายของการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ยังเป็นสิ่งสำคัญ

คือการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อปกป้องรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของสาธารณะ ไม่ใช่ทำไปเพื่อการชำระแค้นเฉพาะตัวของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน