กระทรวงวัฒนธรรมตกเป็นเป้าได้รับความสนใจจากสังคมมากขึ้น ภายหลังนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น รมว.วัฒนธรรม อีกตำแหน่ง
ความสนใจดังกล่าวส่วนหนึ่งจากการมีนักวิชาการบางคนออกมาเปิดประเด็น ภายใต้ความสัมพันธ์ทางครอบครัวกับตระกูลผู้นำกัมพูชา การนั่งควบตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม ของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร
อาจทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่ 3 ปราสาท ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย ให้กับประเทศคู่พิพาทดินแดนอย่างกัมพูชา หรือไม่
ข้อสังเกตดังกล่าวสะท้อนความกังวล “เกินจริง” หรือมีความเป็นไปได้ในเชิงกฎหมายและกลไกรัฐไทยมากน้อยเพียงใด นั่นคือคำถาม
ตามข้อเท็จจริง “กลุ่มปราสาทตาเมือน” อยู่ในเขตชายแดนไทย จ.สุรินทร์ ติดกับ จ.อุดรมีชัย ของกัมพูชา ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 จึงเป็นโบราณสถานในอำนาจอธิปไตยของไทยโดยสมบูรณ์
การระบุถึงความเสี่ยงที่อาจจะต้องสูญเสียให้กับกัมพูชา หากนายกฯ แพทองธาร นั่งควบตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม จึงเป็นความกังวลที่ล้นเกินจากข้อเท็จจริง
ด้วยเหตุผลที่ว่า รมว.วัฒนธรรม มีบทบาทสูงในการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ และการทูตวัฒนธรรม แต่ รมว.วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายชายแดนหรือดินแดน
การกำหนดเขตแดนเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
ในเชิงข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง การยกพื้นที่ หรือการสูญเสียดินแดนของไทย จะต้องผ่านกระบวนการรัฐสภา กระบวนการระหว่างประเทศ และกระบวนการรับรองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
จึงเป็นเรื่องยากมากถึงขั้น “เป็นไปไม่ได้” ที่นายกรัฐมนตรีหรือ รมว.วัฒนธรรม จะสามารถตัดสินใจดำเนินการเพียงฝ่ายเดียวได้
ที่สำคัญรัฐธรรมนูญและการเมืองปัจจุบันมีระบบตรวจสอบเข้มข้น การจับตาจากสังคมและกลุ่มก้อนฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมีสูงมากในปัจจุบัน หากมีความพยายามจะทำเช่นนั้น ย่อมไม่สามารถทำได้แบบเงียบๆ โดยไม่ถูกต่อต้าน
ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ประชาชนต้องรู้เท่าทัน คนที่ออกมาสร้างประเด็นเกินจริงดังกล่าว น่าจะมีจุดประสงค์มุ่งให้ร้ายทางการเมือง สร้างความสับสนในสังคม มากกว่าจะห่วงใยประเทศชาติอย่างแท้จริง