วิกฤตศรัทธาอันเกิดจากพฤติการณ์ละเมิดพระธรรมวินัยขั้นร้ายแรง ต้องครุกาบัติปฐมปาราชิกของพระเถระสมณศักดิ์นับสิบรูปล้วนสร้างความหดหู่และเศร้าหมองจิตใจ
นำมาซึ่งคำถามและความรู้สึกหลายอย่างหลายประการ ซึ่งล้วนแต่สั่นคลอนปสาทะของพุทธศาสนิกชนทั้งสิ้นว่าสมควรจะต้องนับถือ ยึดหลักการที่เคยศรัทธาเลื่อมใสต่อไปหรือไม่
บ้างก็ตัดพ้อด้วยความสังเวชต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจากนี้ไป สรณะที่พึ่งที่ระลึกในพระรัตนตรัยจะลดลงเหลือเพียงพระพุทธและพระธรรมเท่านั้นหรือไม่
แต่สำหรับชาวพุทธผู้มั่นคงในพระพุทธศาสนาแล้ว ย่อมมีสติไตร่ตรอง แยกแยะระหว่างปาฏิบุคลิกศรัทธากับหลักธรรมคำสอนได้อย่างแยบคาย จึงเป็นหินลองทองอย่างสำคัญอีกครั้งหนึ่ง
จริงอยู่ ปรากฏการณ์ที่เกิดในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่ามีความร้ายแรงและกระทบกระเทือนต่อสถาบันศาสนาเป็นอย่างมาก และหนักหน่วงเกินกว่าคาดคิดจริงๆ
เมื่อพระภิกษุพระผู้ทรงภูมิรู้ แตกฉานทั้งทางโลกและทางธรรม มิอาจรักษาพรหมจรรย์ที่ถือครองมาค่อนชีวิตต่อได้ เพราะแรงขับทางเพศที่กดลึกตั้งแต่วัยเด็กไว้ ทำให้ต้องแพ้พ่ายต่อตัณหาราคะ
ในช่วงที่ผ่านมานั้น หลายรูปมีจิตใจที่มุ่งมั่น รับใช้สนองงานพระศาสนาในทางที่เป็นคุณมาโดยตลอด ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสงเคราะห์และอื่นๆ เป็นอเนกประการ
แต่เมื่อได้กระทำความผิด ล่วงละเมิดสิกขาบทแล้วก็ต้องรับผิดชอบสละผ้ากาสาวพัสตร์ออกไป ถ้าหากเป็นคดีความด้วย ก็ต้องเขาสู่กระบวนการพิสูจน์ผิดถูกจนถึงที่สุด
สําหรับภารธุระต่อพระพุทธศาสนานั้น พระศาสดาตรัสไว้ว่าให้เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัททั้งสี่ ประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกา จักต้องร่วมกันรับผิดชอบสืบทอดกันไป
หลักธรรมคำสอนอันเป็นอกาลิโกที่แสดงไว้ดีแล้วย่อมเป็นธงชัยที่จะนำพาให้พระพุทธศาสนายืนยาวคงอยู่ต่อไปจนถึงท้ายที่สุด ตามหลักของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
ขณะเดียวกันเมื่อพระธรรมวินัยไม่อาจควบคุมพระภิกษุให้ตั้งมั่นอยู่ในกรอบแห่งความสำรวม สงบ ระงับได้ ก็จำเป็นต้องใช้กฎหมายบ้านเมืองมามีส่วนในการบริหารจัดการให้เกิดความเรียบร้อย
หากจำเป็นต้องบัญญัติกฎหมายใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องคำนึงถึงพระธรรมวินัยเป็นหลักไม่เหาะเหินเกินลงกาไปมากกว่านั้น รวมถึงต้องไม่ขัดกับหลักรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดด้วย