การปะทะด้วยอาวุธหนักเมื่อเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม เป็นที่รับรู้ไปทั่วโลกว่าฝ่ายกัมพูชาเริ่มลงมือก่อน โดยปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ชายแดนตลอดแนว 4 จังหวัดอีสานใต้
ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ทำให้ประชาชนคนไทยถึงแก่ชีวิต ได้รับบาดเจ็บนับสิบราย และบ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังพินาศจำนวนมาก
จากนั้นก็เกิดปะทะอีกอย่างต่อเนื่อง จนต้องอพยพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตรายตามอำเภอต่างๆ ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวพื้นที่ปลอดภัยชั้นในแล้วกว่า 1500,000 คน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สร้างความคับแค้นที่บาดลึก วิตกกังวล บั่นทอนขวัญและกำลังใจ เพราะพลัดที่นาคาที่อยู่ ต้องออกจากถิ่นอาศัย ประกอบอาชีพที่เคยร่มเย็นสงบสุข
เหตุการณ์เกิดขึ้นนี้ ส่งผลกระทบอะไร และประเทศไทยดำเนินการอย่างไร ถ้อยแถลงของเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง หรือยูเอ็นเอสซี สมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
แต่การปะทะยังคงดำเนินเป็นระยะๆ แม้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำกัมพูชาและรักษาการนายกรัฐมนตรีของไทยให้ยุติการใช้กำลัง
โดยรัฐบาลไทยได้ตอบรับทันที ยืนยันเห็นชอบต่อการหยุดยิง และประสงค์จะเห็นความตั้งใจจริงของฝ่ายกัมพูชาในเรื่องดังกล่าวด้วย พร้อมให้สหรัฐช่วยแจ้งไปว่าฝ่ายไทยต้องการหารือแบบทวิภาคีโดยเร็วที่สุด
พร้อมเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความจริงจังและจริงใจ เพื่อร่วมกำหนดมาตรการและกระบวนการที่ชัดเจนของการหยุดยิง และนำไปสู่การยุติข้อพิพาทอย่างสันติและยั่งยืน
ขณะที่ท่าทีนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เหมือนยินดีรับข้อเสนอดังกล่าวเช่นกัน แต่ยังมีเงื่อนไขบางอย่าง เช่นอ้างว่าฝ่ายไทยจะต้องดำเนินการตามนี้โดยไม่ทำเหมือนที่ร่วมคุยกับประธานอาเซียน
อย่างไรก็ตาม หลังรับปากและออกแถลงการณ์กลางดึก ฝ่ายกัมพูชากลับไม่ได้ปฏิบัติตามที่ตกลงในทันที แต่ยังคงระดมยิงอาวุธหนักเข้ามายังประเทศไทยในช่วงเช้ามืดต่อเนื่องและเกิดความเสียหาย
หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจักต้องนัดพบปะหารือ พูดคุยอย่างเร่งด่วน เพื่อหยุดยิงอย่างจริงจัง และปูทางนำไปสู่การเจรจาตามกลไกที่มีอยู่แล้วให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง
รวมถึงต้องถอดบทเรียนการสู้รบและการใช้กำลังปะทะล้วนแต่สร้างความสูญเสียทั้งสองฝ่าย นำไปสู่การเจรจาปัญหาข้อพิพาทต่างๆ และหาข้อสรุปอย่างลงตัว เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มิตรภาพ จึงเป็นวิธีที่สร้างสรรค์