จากเหตุการณ์ปะทะด้วยกำลังอาวุธทางทหารตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ก่อความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก สิ่งที่สังคมไม่อาจมองข้ามได้คือชะตากรรมของครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งต้องเผชิญภาระทางเศรษฐกิจและความไม่มั่นคงในชีวิตอย่างกะทันหัน
รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการเยียวยา โดยใช้งบประมาณกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย แบ่งตามระดับผลกระทบ ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐ เสียชีวิตและทุพพลภาพ รายละ 10 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 1 ล้านบาท บาดเจ็บมาก 5 แสนบาท ในฝั่งของประชาชน เสียชีวิตและทุพพลภาพ 8 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 8 แสนบาท บาดเจ็บมาก 4 แสนบาท
พร้อมเตรียมมาตรการเยียวยาระยะที่สอง ในส่วนของทรัพย์สินบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย
แม้จะเป็นการแสดงความรับผิดชอบของภาครัฐในระดับเหมาะสมกับเหตุการณ์ แต่สิ่งที่สังคมยังไม่วางใจคือประสิทธิภาพและความทั่วถึงของมาตรการ โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
เนื่องจากบทเรียนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สาธารณภัย น้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว โรคระบาด อาชญากรรม หรืออุบัติเหตุใหญ่ ฯลฯ
สิ่งที่พบคือ ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบสูญเสียจำนวนหนึ่ง ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการเยียวยาได้ง่าย ด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน ขาดการประสานข้อมูลที่ชัดเจนจากทางจังหวัดหรือส่วนท้องถิ่น ทำให้บางรายไม่ทราบสิทธิของตนเองแม้เหตุการณ์จะผ่านไปหลายวัน
กระทั่งเมื่อรับรู้ภายหลัง จึงเกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจต่อกลไกเยียวยาของรัฐ
บทเรียนจากหลายเหตุการณ์ในอดีตบ่งชี้ว่า มาตรการเยียวยาจะประสบผลสำเร็จเป็นที่พอใจของสังคมนั้น นอกจากความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลว่า มีผู้ยื่นคำร้องกี่ราย ได้รับแล้วกี่ราย และยังตกหล่นกี่ราย
ประสิทธิภาพ ความกระตือรือร้นของกลไกข้าราชการในพื้นที่ยังมีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการบริหารจัดการกระจายงบประมาณเยียวยาอย่างทั่วถึง ด้วยการเป็นฝ่ายเดินเข้าหาประชาชน โดยประชาชนไม่ต้องร้องขอ
กรณีการย้ายด่วนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี จึงสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาล ในการควบคุมประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณเยียวยาครั้งนี้
ด้วยตระหนักว่า ผลสำเร็จของมาตรการไม่ใช่แค่การอนุมัติงบประมาณแล้วจบ แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความเป็นธรรมทั่วถึง ว่าจะทำอย่างไรให้การเยียวยาเป็นจุดเริ่มต้นการฟื้นฟูความมั่นคงในชีวิตของประชาชนผู้ประสบภัยในระยะยาว