กระทรวงการต่างประเทศออกรายงาน เรื่องการดำเนินการของไทยต่อกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา
โดยสรุปถึงสาระคำสัญคือ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. วันที่ 23 ก.ค. และวันที่ 9 ส.ค. ทหารไทยรวม 11 นาย บาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่วางใหม่โดยกองกำลังทหารกัมพูชา ในบริเวณช่องชายแดนที่จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ
ต่อมากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาออตตาวา เพื่อตอบโต้กัมพูชา โดยเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาฯ
โดยเปิดเผยถึงพฤติกรรมการวางทุ่นระเบิด ที่กัมพูชาเป็นฝ่ายครอบครอง
การตอบโต้กัมพูชาของฝ่ายไทยต่อประชาคมโลก ยังย้ำด้วยว่ากัมพูชารุกรานอธิปไตยของไทย โดยโจมตีมายังฝั่งไทยอย่างไม่แยกแยะระหว่างพลรบ และพลเรือน
เป็นการกระทำที่กระทบต่อมนุษยธรรม และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ยังพบทุ่นระเบิดใหม่ เพียง 2 วันหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งฝ่ายไทยขอให้กัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน แต่กัมพูชาปฏิเสธ
ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่การจัดทำรายงานของไทย เพื่อฟ้องต่อประชาคมโลก
ปัญหาข้อพิพาทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสานตอนล่าง แม้ทั้งไทยและกัมพูชาจะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน 13 ข้อ เพื่อหยุดยิง
แต่สถานการณ์ในพื้นที่จริงยังมีความไม่แน่นอน และมีความอ่อนไหว เนื่องจากยังมีการวางกำลังของทั้ง 2 ฝ่าย และอาจนำไปสู่เหตุบางอย่าง ดังเช่นกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซ้ำอีก ทั้งที่เพิ่งผ่านการเจรจาหยุดยิงมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม การเจรจาที่ผ่านมาก็ถือว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น คาดหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสันติภาพของ 2 ประเทศ แต่ก็ยังต้องติดตามกันต่อไปว่าจะเป็นไปตามข้อตกลงที่ทำไว้ร่วมกันหรือไม่
อีกทั้งจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่นอกจากการประชุมระดับคณะกรรมการชายแดนทั่วไปแล้ว จะมีการประชุมในระดับพื้นที่ของ 2 ฝ่าย เพื่อที่จะทำความเข้าใจระหว่างกันในระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติให้มากขึ้นไปอีก