ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ระหว่างพิจารณาคดีถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ออกจากนายกรัฐมนตรี หลังสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 36 คน ยื่นคำร้องกล่าวหามีพฤติกรรมขัดต่อรัฐธรรมนูญและฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง
หลังปรากฏคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งต่อมานายกฯ แพทองธาร ยอมรับว่าเป็นเสียงของตนเองจริง แต่เป็นการพูดคุยส่วนตัว และมีเจตนาเพื่อรักษาความสงบสุขและอธิปไตยของประเทศ
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับคำร้องของ 36 สว. พร้อมกับมีมติ 7 ต่อ 2 สั่งให้น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว
ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคมนี้
นักกฎหมายมหาชนระบุว่า ด้วยความสำคัญของคดี ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าพฤติกรรมในคลิปเสียงนั้น เข้าข่ายฝ่าฝืนคุณสมบัติความซื่อสัตย์สุจริต และมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
ถ้าศาลวินิจฉัยว่าฝ่าฝืนจริง จะทำให้ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที พร้อมผลกระทบถึงคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันทั้งคณะ
อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยคดีนี้จะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและการไต่สวนอย่างรอบคอบ โดยศาลจะต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของคลิปเสียงว่าเป็นของจริง หรือมีการตัดต่อ รวมถึงเจตนาและเนื้อหาของบทสนทนา
เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยไม่หวั่นไหวต่อกระแสสังคม หรือแรงกดดันทางการเเมืองจากฝ่ายใด
สำหรับแนวทางคำวินิจฉัยแม้แนวโน้มไม่อาจคาดเดาได้ แต่หากออกมาว่า น.ส.แพทองธารไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา ก็สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อได้
หากเป็นไปในทิศทางตรงข้าม น.ส.แพทองธาร จะสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งทันที จากนั้นการเมืองก็จะเข้าสู่กระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในสภาผู้แทนราษฎร ตามกฎกติกาที่ออกแบบไว้
แต่ไม่ว่าผลตัดสินคดีจะออกมาทิศทางใด เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยึดหลักการพิจารณาตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่อีกมุมหนึ่งก็สะท้อนถึงความเปราะบางของการเมืองไทย ที่ยังวนเวียนอยู่กับปัญหาความขัดแย้ง และการใช้กระบวนการยุติธรรมทุกช่องทางเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม
ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องร่วมกันสะสางอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นวนเวียนซ้ำซากไม่สิ้นสุด