เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือกนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปีและให้มีผลโดยทันที

ระบุว่าช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจเติบโตได้ดี จากการส่งออกสินค้าและภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าในระยะครึ่งหลังของปี แรงส่งเศรษฐกิจจะเริ่มแผ่วลง อันเป็นผลกระทบการปรับขึ้นภาษีสหรัฐ

แม้ประเทศไทยได้อัตราภาษีที่ไม่เสียเปรียบด้านการแข่งขัน แต่ภาษีสหรัฐที่ปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ก็มีผลกระทบกับภาพรวม และภาคการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดจำนวนลง ส่งผลต่อการจ้างงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

ผ่านไปแล้ว 7 เดือนแรก สถิติระบุมีจำนวนสะสม 19.29 ล้านคน สร้างรายได้ 8.95 แสนล้านบาท ดังนั้นในห้วง 5 เดือนสุดท้าย จักต้องเร่งภาคท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ดึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้อีกถึง 16.21 ล้านคน สร้างรายได้อีก 8.75 แสนล้านบาท

ขณะที่ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า การปรับลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระดับ 1.50% ถือเป็นจังหวะที่ไม่ได้ล่าช้าเกินไป เพราะอนาคตเห็นชัดแล้วว่ามีความไม่แน่นอนรออยู่มาก

อีกทั้งยังเผชิญผลกระทบการปรับขึ้นภาษีสหรัฐเพิ่มเติม ทำให้ช่องว่างนโยบายการเงินหรือกระสุนในการลดดอกเบี้ยมีอยู่อย่างจำกัด ในช่วงการเริ่มต้นครึ่งหลังของปี 2568 จึงถือว่ามีความเหมาะสมในการปรับลดดอกเบี้ยลงมา

ประเมินจากข้อมูลการลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยคน 2 กลุ่มหลัก คือ รายย่อยที่มีหนี้บ้าน หรือสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นบ้าน และภาคธุรกิจ โดย 2 กลุ่มนี้รวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของสินเชื่อรวม คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินประมาณ 7,000 ล้านบาท

พร้อมระบุการลดดอกเบี้ยอาจเป็นการบรรเทาภาระต้นทุน เพราะหากธุรกิจ เช่นเอสเอ็มอีมีปัญหาจากรายได้ลดลง หรือรายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในด้านต่างๆ การลดดอกเบี้ยลงก็เป็นเพียงการยืดหนี้ออกไปแทน

ด้านสมาคมโรงแรมไทยระบุการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ เป็นภาพเชิงบวกต่อการทำธุรกิจ สิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมต้องการขณะนี้คือมาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการลดต้นทุนต่างๆ ด้านการเงิน ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและขยายเวลามาตรการพักหนี้

เพราะช่วยเรื่องต้นทุนการชำระสินเชื่อ และกู้ยืมใหม่ที่ดอกเบี้ยลดลง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ดีมากนัก และนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวลง ถือว่าเป็นทิศทางที่ดีของธนาคารแห่งประเทศไทย ฟังเสียงภาคธุรกิจและประชาชนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมั่นใจว่างบประมาณโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000 แสนล้าน ที่อนุมัติให้หน่วยงานต่างๆ นำไปขับเคลื่อน จะเป็นเครื่องมือหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เสริมความแข็งแกร่ง และรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกได้

เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน บรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคตของประเทศ ซึ่งจะต้องร่วมกันติดตามและตรวจสอบให้มีความโปร่งใส ได้ผลอย่างคุ้มค่าต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน