เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี มีคำสั่งเรื่องให้พระสังฆาธิการลาออกจากตำแหน่ง โดยอนุญาตให้เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ออกจากตำแหน่ง ตามที่เจ้าตัวขอลาออกเอง มีผลตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.2568
ต่อมาอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงกรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และตำรวจ กำลังเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องเงินและทรัพย์สินของวัด
โดยระบุว่าอยากให้ทุกภาคส่วนได้ขับเคลื่อนเรื่องการตรวจสอบ การดูแล และให้คำแนะนำต่างๆ เพราะวัดพระบาทน้ำพุมีหลายมูลนิธิ และเจ้าหน้าที่ก็เริ่มตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วทุกมูลนิธิ
อดีตเจ้าอาวาสวัดชื่อดังย้ำว่า สาเหตุที่ลาออกเพราะอยากให้ทุกคนสบายใจ และสะดวกใจที่จะเข้ามาตรวจสอบ
สำหรับวัดพระบาทน้ำพุ เป็นวัดที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างของพุทธศาสนิกชน เนื่องจากเป็นสถานที่สงเคราะห์รักษาและพักฟื้นของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยโรคเอดส์
ต่อมามีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเงินบริจาค และการใช้จ่ายเงินของวัด ทำให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และตำรวจเข้ามาตรวจสอบ จนกระทั่งนำมาสู่การลาออกของเจ้าอาวาส แต่ก็ยังครองสมณเพศอยู่
โดยก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอื้อฉาวในแวดวงพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ เป็นพระสังฆาธิการระดับสูง และเจ้าอาวาสวัดชื่อดังหลายรายถูกดำเนินคดีทุจริตเงินวัด ซ้ำในบางรายยังมีความสัมพันธ์กับสีกา ต้องอาบัติหนักปาราชิก สิ้นสุดความเป็นพระ
หลายกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงที่วัดพระบาทน้ำพุ สร้างความไม่สบายใจแก่พุทธศาสนิกชน
จากปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องเงินวัด ทรัพย์สินส่วนตัวของพระ และการบริจาคของผู้เลื่อมใสศรัทธานั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามหาแนวทางแก้ไขและป้องกัน
ดังเช่นข้อเสนอการบริจาคเงินให้วัด หรือองค์กรการกุศล ต้องผ่านระบบการบริจาคแบบอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากตรวจสอบได้ และผู้บริจาคก็สามารถนำไปเป็นหลักฐานลดหย่อนภาษีได้ด้วย ซึ่งนับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี
แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายวัด และหลายพระสังฆาธิการ อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย ด้วยการตั้งมูลนิธิขึ้นมาต่างหาก เพราะหากถูกกล่าวหาทุจริต ก็จะมีโทษน้อยกว่าทุจริตเงินวัด และยังสามารถยอมความกันได้
จึงเป็นอีกกรณีหนึ่งที่องค์กรปกครองสงฆ์ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ต้องร่วมกันหามาตรการวางกฎระเบียบใหม่ เพื่อปิดช่องว่างตรงนี้ด้วย