สถานการณ์การเมืองไทยเดินเข้าสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง หลังจากน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม เข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามคำร้องของ สว. 36 คนในกรณีคลิปเสียงสนทนากับอดีตผู้นำกัมพูชา
กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ดำเนินไปสู่การแถลงปิดคดีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม และการนัดวินิจฉัยชี้ขาดว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร จะสิ้นสุดลงหรือไม่ ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้
แม้จะเป็นกระบวนการภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ผลสะเทือนจาก “ความไม่แน่นอน” ทางการเมืองครั้งนี้ ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนในมิติเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งภาคการลงทุน การส่งออก และการท่องเที่ยว ล้วนได้รับผลกระทบโดยตรง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ว่า ความไม่แน่นอนเช่นนี้บั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ระหว่างรออนุมัติ ซึ่งอาจชะลอหรือหยุดชะงักไม่มีกำหนด
ภาคเอกชนเข้าใจดีว่าปัจจัยภายนอกอย่างสงครามการค้า หรือภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรจัดการได้คือ “เสถียรภาพทางการเมือง” ภายในประเทศ
สถานการณ์เศรษฐกิจครึ่งปีหลังถูกซ้ำเติมด้วย 3 ความท้าทายหลัก ได้แก่ การทะลักเข้ามาของสินค้าจีน การชะลอตัวของการส่งออกไปสหรัฐ และภาคการท่องเที่ยวซบเซากว่าที่คาด
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างเสถียรภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งถือเป็นโอกาสในการส่งเสริมการลงทุน
ขณะที่นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เตือนว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนกำลังอยู่ในจุดต่ำสุด หากการเมืองยังไร้ทิศทาง ประเทศไทยอาจเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ภาคธุรกิจต้องหันมาดูแลกันเอง ปรับตัวเพื่อลดผลกระทบในภาวะที่ความช่วยเหลือจากรัฐอาจมีจำกัด สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการคือ การยุติปัญหาทางการเมืองโดยเร็วและอย่างมีวุฒิภาวะ
ซึ่งไม่เพียงจำเป็นต่อความมั่นคงของรัฐบาล แต่ยังเป็นหัวใจของการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
วันนี้ภาคธุรกิจต้องการให้ปัญหาทางการเมืองนิ่งและเรียบร้อยโดยเร็ว หากทอดระยะเวลายาวนานไปย่อมส่งผลไม่ดีต่อเศรษฐกิจไทย และประชาชนก็หมดศรัทธากับการเมือง ยิ่งทำให้ประเทศเสียเปรียบขาดโอกาส