ตํารวจเข้าจับกุมอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ อีกทั้งเป็นพระสงฆ์มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในวงกว้างของสังคม
โดยถูกแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีทุจริตยักยอกเงินวัด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดที่เกี่ยวข้องกับการสมคบกันฟอกเงิน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าจับกุมฆราวาสอีกรายหนึ่ง ดำเนินคดีข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ สนับสนุนเจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากมีพยาน หลักฐานเชื่อมโยงถึง
ต่อมาหลังการสอบสวนเบื้องต้น ในส่วนของอดีตเจ้าอาวาสวัดยอมลาสิกขาจากสมณเพศ
การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากมีผู้ร้องเรียนถึงความผิดปกติเรื่องเงิน ทรัพย์สินวัด และการขอรับบริจาคเงินที่พบข้อพิรุธสงสัย จนนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งของเจ้าอาวาสวัด
จากนั้นตำรวจและสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติเข้ามาตรวจสอบข้อสงสัยต่างๆ รวมทั้งระดับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลงานพระศาสนา ก็เข้ามากวดขันเรื่องนี้ด้วย
นอกจากเรื่องทรัพย์สินและเงินบริจาคแล้ว ยังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับเลขบัตรประจำตัวประชาชนของอดีตเจ้าอาวาส ที่นำไปเปิดกองทุน และมูลนิธิรับบริจาค ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทย
ทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดี และต้องติดตามต่อไปว่าผู้ถูกกล่าวหาจะแก้ต่างต่อสู้คดีอย่างไร
ท่ามกลางการดำเนินคดี ก็เกิดกระแสเรียกร้องจากสังคมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนที่ไม่สบายใจจากปรากฏการณ์ในแวดวงพระสงฆ์ ที่เกิดขึ้นหลายรายในช่วงนี้ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับสีกาและเงินวัด
โดยรมต.ประจำสำนักนายกฯ ระบุว่าจะปรึกษามหาเถรสมาคม เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ เช่น อาจตรวจสอบประวัติ ตรวจเลือด ปัสสาวะ และทรัพย์สินต่างๆ เป็นต้น
รวมทั้งจะต้องตรวจสอบการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ด้วย ซึ่งมีหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ ทำนุบำรุงส่งเสริม อุปถัมภ์ คุ้มครองพระพุทธศาสนา มีความบกพร่องหรือไม่อย่างไร
ถึงเวลาแล้วที่องค์กรปกครองสงฆ์และพุทธบริษัทต้องร่วมมือกันป้องกันและแก้ปัญหา รวมถึงวางกฎระเบียบ และมาตรการดูแลพระสงฆ์ เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว