การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) ไทย-กัมพูชา นำโดยแม่ทัพของทั้ง 2 ฝ่าย ที่ด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2568
ผลการประชุมนำไปสู่การลงนามข้อตกลงร่วมกัน 11 ข้อ ที่สำคัญ อาทิ เห็นพ้องว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่ตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ และทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับ
เพิ่มการสื่อสารและความสัมพันธ์ระหว่างทหารในพื้นที่ให้มากขึ้น ห้ามโจมตีที่ตั้งทหาร ไม่ยั่วยุขยายความขัดแย้ง ไม่ใช้พลเรือนก่อความวุ่นวาย ไม่ปลุกปั่นข้อความเท็จ และจัดประชุมครั้งต่อไปเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เป็นต้น
ข้อตกลงร่วมกันย่อมเป็นแนวโน้มที่ดีต่อการลดความขัดแย้ง และความตึงเครียดตามแนวชายแดน
ก่อนหน้านี้กองทัพภาคที่ 1 ของไทยก็จัดประชุมอาร์บีซีร่วมกับกองทัพกัมพูชาที่จ.สระแก้ว ผลการประชุมเป็นไปด้วยดี และต่อด้วยการประชุมของกองทัพภาคที่ 2
การประชุมดังกล่าวสืบเนื่องจากฝ่ายไทยยังตรวจพบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทำให้สถานการณ์ยังตึงเครียด ทั้งในส่วนกองกำลังทหารและพลเรือนที่ยังไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ชายแดน
อีกทั้งยังมีการปล่อยข้อความเท็จ หรือเฟกนิวส์ ใส่ร้ายกล่าวหา ตลอดจนการใช้กลุ่มพลังมวลชนออกมาเคลื่อนไหวยั่วยุ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งที่มีอยู่แล้วบานปลาย
ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องเร่งจัดการประชุมเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน
การสู้รบปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 24-28 ก.ค.2568 ย่อมประจักษ์ชัดแจ้งแล้วว่าเกิดความสูญเสียใหญ่หลวงแก่ทั้ง 2 ฝ่าย
ในส่วนความเดือดร้อนของประชาชนไทยนั้น รัฐบาลอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน รวม 4,000 หมู่บ้าน วงเงิน 1,700 ล้านบาท ทั้งการจ่ายให้รายครัวเรือน และสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัย
นอกจากนี้ ผลของการสู้รบ และตามมาด้วยการปิดด่านชายแดน ยังส่งผลกระทบตามมาในอีกหลายมิติ โดยเฉพาะเศรษฐกิจการค้าขาย ทำให้การทำมาหากินของประชาชนตามแนวชายแดนสูญหายไปด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะกลับมาเปิดได้ปกติตามเดิม
ดังนั้นทั้ง 2 ประเทศต้องเปิดช่องทางพูดคุยกันให้มากขึ้น เพื่อลดขัดแย้งและพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพราะถ้ายังสู้รบต่อไปมีแต่จะพังเสียหายทั้งคู่