คํ่าวันที่ 19 กันยายน 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในขณะนั้น นำกองทัพรัฐประหารบุกยึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ที่มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยศในขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
การรัฐประหารนอกจากกำลังทหารแล้วยังได้รับการสนับสนุนกลุ่มอนุรักษนิยมทางการเมือง และพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม ที่ปลุกพลังมวลชนออกมาชุมนุมสร้างสถานการณ์และเงื่อนไข เพื่อปูทางให้กองทัพยึดอำนาจ
แม้ต่อมาคณะรัฐประหารยอมคายอำนาจโดยเร็ว จัดให้มีการเลือกตั้ง นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนแล้วก็ตาม แต่ก็สร้างบาดแผลและความขัดแย้ง ครั้งใหญ่
ดังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 ราย ซึ่งปัจจุบันนี้ผู้สูญเสียยังไม่ได้รับความยุติธรรม
หลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ ไม่ถึง 8 ปี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในขณะนั้น ก็นำกองทัพก่อรัฐประหารอีกครั้ง
เพื่อยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้ง ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีพรรค เพื่อไทย ซึ่งต่อยอดมาจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบไป เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
คณะผู้ก่อการอ้างว่าเพื่อแก้ไขการรัฐประหารครั้งก่อนที่ถูกมองว่าล้มเหลว หรือเสียของ ทำให้หัวหน้าคณะรัฐประหารตั้งตนเป็นนายกฯ เอง และร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง
ทำให้บรรยากาศบ้านเมืองในช่วงนั้น อยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการยาวนานเกือบ 10 ปี
การรัฐประหาร 2 ครั้ง สร้างบาดแผลและผล กระทบใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ นำไปสู่ความสูญเสียหลายด้าน ซึ่งเชื่อว่าสังคมคงจะประจักษ์ชัดกันดี
ไม่ว่าจะเป็นการเข่นฆ่าปราบปรามกลุ่มผู้เห็นต่าง การจับกุมดำเนินคดีทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ บางรายต้องหลบหนีลี้ภัยไปต่างประเทศ โครงสร้างสังคม ไม่เป็นธรรม เศรษฐกิจฝืดเคือง ความเป็นอยู่ประชาชน พัฒนาการทางประชาธิปไตยตกต่ำ และความเชื่อมั่นต่อนานาชาติ เป็นต้น
ปัจจุบันผลพวงจากรัฐประหาร 2 ครั้ง ยังคงทิ้งมรดกบาดแผลไว้มากมาย เช่น รัฐธรรมนูญที่ไม่เอื้อต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตย องค์กรอิสระ องค์กรแต่งตั้ง ที่ทรงอิทธิพลเหนือกว่าอำนาจจากการเลือกตั้งของประชาชน
ทั้งหลายนี้ย่อมเป็นพันธกิจของสังคมที่จะต้องร่วมกันแก้ไขชำระสะสาง ป้องกันไม่ให้ซ้ำรอย ซึ่งเชื่อว่าทั่วทั้งสังคมคงตระหนักกันเป็นอย่างดีแล้วว่าเลวร้ายแค่ไหน