ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 29-30 ก.ย.2568

หนึ่งในนโยบายสำคัญที่น่าสนใจคือ ด้านความมั่นคง เพื่อเร่งแก้ปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชา ซึ่งในนโยบายด้านนี้รัฐบาลระบุว่าจะทำประชามติให้ประชาชนมีส่วนตัดสินใจว่าจะยกเลิกเอ็มโอยูไทย-กัมพูชาหรือไม่

ต่อมานายกฯ ก็ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงเรื่องนี้ว่า แม้คณะรัฐมนตรีจะมีอำนาจสั่งยกเลิกได้เลยก็ตาม แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะเป็นเรื่องที่แตกต่างทางความคิด และเกี่ยวข้องกับอธิปไตยความมั่นคงของชาติ

ดังนั้น จึงต้องให้ประชาชนตัดสินผ่านการออกเสียงลงประชามติ

สำหรับเอ็มโอยู หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้คือ เอ็มโอยูเมื่อปีพ.ศ.2543 เกี่ยวข้องกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก

กับอีกฉบับ เอ็มโอยูเมื่อปีพ.ศ.2544 เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล รวมทั้งการสำรวจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเลที่มีจำนวนมหาศาล

โดยหลักการและสาระสำคัญที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศยอมทำเอ็มโอยูต่อกันก็เพื่อนำเรื่อง หรือปัญหาที่ยังตกลงกันไม่ได้มาเจรจาทวิภาคีตกลงกัน โดยผ่านกลไกคณะกรรมาธิการร่วม

เป็นการวางกรอบในการเจรจาที่ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แต่เพื่อมุ่งแก้ข้อขัดแย้งอย่างสันติวิธี และแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน

แต่ปัจจุบันด้วยความขัดแย้งรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชา ประกอบกับการปลุกปั่นกระแสชาตินิยมสุดขั้ว จึงทำให้เอ็มโอยู 2543 และ 2544 ถูกปั่นจนเกินเลยไปจากข้อเท็จจริง และกลายเป็นกระแสเรียกร้องให้ยกเลิก

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี อภิปรายในระหว่างการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยชี้แจงถึงการออกเสียงประชามติยกเลิกเอ็มโอยูจะทำในคราวเดียวกับการเลือกตั้งสส. และลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม สส.พรรคฝ่ายค้านแสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ พร้อมกับตั้งข้อสังเกตและคำถามถึงรัฐบาล ได้อธิบายหรือให้ข้อมูลแก่ประชาชนครบถ้วนรอบด้านเกี่ยวกับเอ็มยูโอมากน้อยแค่ไหน หรือหากประชาชนลงมติยกเลิกแล้วรัฐบาลมีแผนรองรับไว้หรือไม่

ที่สำคัญคือ ถ้าความขัดแย้ง 2 ประเทศยังไม่คลี่คลาย การออกเสียงของประชาชนอาจทำไปด้วยอารมณ์ และความโกรธแค้นมากกว่าเหตุผลและข้อเท็จจริง ดังนั้น รัฐบาลต้องพิจารณาให้รอบคอบ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน