นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรมว.ต่างประเทศ ยืนยันอีกครั้งถึงเรื่องเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ฉบับปีพ.ศ.2543 และ 2544 โดยระบุว่าไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจอธิปไตย หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
ส่วนเรื่องแผนที่นั้น ทั้ง 2 ฝ่ายมีสิทธิ์เสนอ แต่จะตกลงกันได้หรือไม่ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา แล้วในท้ายที่สุดเรื่องก็ต้องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร
นายมาริษย้ำว่าแต่หากยกเลิกเอ็มโอยู ก็จะไม่มีกรอบในการพูดคุย และท่าทีของฝ่ายไทยจะถูกเปิดเผย ทำให้ผู้ไปเจรจายิ่งมีความลำบากมากขึ้น เพราะกัมพูชาจะทราบว่าไทยมีแนวคิดอย่างไร
นอกจากนี้ รายละเอียดในเอ็มโอยูเป็นความลับ ดังนั้นหากนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการสาธารณะ เช่น การทำประชามติ จะยิ่งอันตราย
นอกจากนายมาริษแล้ว นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมาย ร่วมมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ โดยตั้งคำถามว่าฝ่ายที่ให้ยกเลิกเอ็มโอยูนั้น เคลื่อนไหวมาตั้งแต่สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
แต่พอเกิดรัฐประหาร 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ 8 ปี กลุ่มคนเหล่านี้หายไปไหน หรืออาจมีเจตนาอย่างอื่นในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
นายวีรพัฒน์อธิบายว่า ในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ กระบวนการมีปัญหาย่อมมีกระบวนการแก้ไข ไม่สามารถบังคับใช้ปฏิบัติทันที ไม่เหมือนกฎหมายในประเทศ เพราะเป็นหลักอธิปไตยที่ทุกประเทศเท่าเทียมกัน ซึ่งกรณีของเอ็มโอยูก็ใช้กันทั่วโลก
เป็นคำอธิบายและมุมมองส่วนหนึ่งจาก 2 บุคคล ที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่ถกเถียงกันเรื่องยกเลิก หรือไม่ยกเลิกเอ็มโอยู
จากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ตามด้วยการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกฯ ผู้นำรัฐบาลนั้น เอ็มโอยูเป็นนโยบายหนึ่งที่รัฐบาลระบุว่าจะทำประชามติว่าจะยกเลิกหรือไม่ โดยทำในคราวเดียวกับการเลือกตั้งสส. และประชามติแก้รัฐธรรมนูญ
อีกทั้งนายกฯ ก็เคยให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าอยากยกเลิกเอ็มโอยู และแม้รัฐบาลจะมีอำนาจสั่งยกเลิกได้ แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการลงประชามติ
จากท่าทีของรัฐบาลนั้น สส.พรรคฝ่ายค้านและสังคมอีกส่วนใหญ่ออกมาทักท้วง ถ้ารัฐบาลจะทำประชามติจริง ได้อธิบายหรือให้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้านแก่ประชาชนแล้วหรือยัง มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการออกเสียงด้วยอารมณ์และความโกรธแค้น ขาดเหตุผลและข้อเท็จจริง
ที่สำคัญคือ ถ้ายกเลิกจริง รัฐบาลมีแผนการอะไรรองรับไว้หรือไม่ ทั้งหลายนี้เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องให้ความกระจ่างแก่สังคม