นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคล่าสุด

โดยมีคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า รวมทั้งคนที่เคยออกจากพรรคไปแล้วกลับมาร่วมเป็นกรรมการบริหารอย่างคึกคัก ด้วยความหวังว่าจะฟื้นฟูให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

ในการเลือกตั้งครั้งใหญ่เมื่อปี 2566 ภายใต้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นหัวหน้านั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวมกันเพียง 25 เสียง ซึ่งลดลงอย่างมาก

ที่น่าสนใจได้แก่ระบบบัญชีรายชื่อซึ่งได้มาเพียง 3 คน โดยมีคะแนนสนับสนุนพรรคทั่วประเทศจำนวนแค่ 9 แสนต้นๆ อยู่ในลำดับที่ 4 เป็นรองพรรคภูมิใจไทย

หลังได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม นายอภิสิทธิ์ประกาศจะเอาอุดมการณ์กลับมารับใช้ประชาชนและประเทศชาติ พร้อมใช้คมของแก้วที่แตกแหว่งตัดวงจรอุบาทว์ทางการเมือง เป็นท่าทีหนักแน่นน่าสนใจ

สำหรับนายอภิสิทธิ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี 2535 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน 3 สมัยและเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27

แนวทางทางการเมืองระหว่างนั้น เคยบอยคอตการเลือกตั้ง เคยสนับสนุนที่มาของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 ร่วมชุมนุมกับกลุ่มนกหวีด และได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยวิธีอาศัยเสียงที่พลิกขั้วการเมือง ทำให้ถูกครหามาตลอด

นอกจากนี้ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง มีเหตุการณ์ที่เป็นบาดแผลใหญ่ของชาติ เมื่อมีการใช้กำลังล้อมปราบประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ยุบสภา จนมีผู้เสียชีวิต 99 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน

เหตุการณ์ในครั้งนั้น จนถึงขณะนี้ยังไม่เคยได้รับการชำระสะสาง เหยื่อที่ถูกกระทำยังไม่เคยเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม แม้จะพยายามหาช่องทางก็ตาม แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องยังพ้นผิดลอยนวลอยู่

จึงได้แต่หวังว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ จะแสดงท่าทีต่อประชาชนที่ถูกฆ่าตายหมู่กลางเมืองและคราบน้ำตาของครอบครัวผู้สูญเสีย อย่างเป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง ยื่นคืนความยุติธรรมให้บ้าง

การกลับมานำทัพพรรคประชาธิปัตย์ของหัวหน้าคนเดิมครั้งนี้ จึงหวังว่าจักตกผลึกทางความคิด หยัดยืนอยู่บนพื้นฐานประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กุมอุดมการณ์ 10 ข้อของพรรคอย่างมุ่งมั่น

รวมทั้งยึดมั่นในพุทธศาสนสุภาษิต สัจจัง เว อมตา วาจา ข้อความที่ปรากฏบนสัญลักษณ์ของพรรคอย่างตรงไปตรงมา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน