โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ได้รับความสนใจล้นหลามตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้ลงทะเบียน สะท้อนความคาดหวังของประชาชนที่กำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง รายได้ถดถอย ต้องการแรงพยุงจากภาครัฐโดยด่วน
โครงการนี้ดำเนินการได้รวดเร็วด้วยความพร้อมของ “เป๋าตัง” และความคุ้นเคยของประชาชนจากเวอร์ชั่นก่อนหน้า
จุดแข็งอยู่ที่ความคล่องตัวในการดำเนินงาน และการปรับเงื่อนไขให้ผู้ยื่นแบบภาษีได้รับสิทธิมากขึ้น ทั้งยังเป็นเครื่องมือเรียกคะแนนนิยมทางการเมืองได้พอสมควร
อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์มองลึกลงไปว่า “คนละครึ่งพลัส” เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่มีหลายข้อจำกัด ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของโครงการไม่ได้มากอย่างที่หลายคนคิด
งานวิจัยระบุว่า เงิน 1 บาทที่รัฐใช้ไปในโครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียง 30 สตางค์ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเพียงแค่โยกการใช้จ่าย จากร้านเดิมที่อยู่นอกระบบ มาเป็นร้านในโครงการ โดยไม่ได้เพิ่มยอดรวมการใช้จ่ายใหม่
งบฯ ที่นำมาใช้ถูกโยกมาจากโครงการอื่น ไม่ใช่งบฯ เพิ่มเติม ทำให้ประสิทธิผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมถูกจำกัด
ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึง ประชาชนบางพื้นที่ต้องต่อคิวตั้งแต่ตีห้าเพื่อให้ได้สิทธิ์ลงทะเบียน ทั้งที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่ควรได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด
ผู้ประกอบการรายย่อยยังกังวลเรื่องภาษีย้อนหลัง แม้รัฐบาลยืนยันจะไม่มีการตรวจสอบ แต่หากไม่มีมาตรการสร้างความเชื่อมั่นเป็นรูปธรรม ร้านค้ากลุ่มใหม่จึงลังเลที่จะเข้าร่วม ส่งผลให้โครงการไม่สามารถขยายวงออกไปได้
แม้จะมีความพยายามผลักดันให้โครงการมีความต่อเนื่อง เช่น จูงใจร้านค้านอกระบบมาเข้าร่วม การใช้เป็นเครื่องมือให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าโครงการนี้เป็นเพียงมาตรการซื้อเวลา มากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต
ในภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตไม่ถึง 1% ในปีนี้และปีหน้า รัฐบาลต้องตระหนักว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยลึกซึ้งและซับซ้อนเกินกว่าจะพึ่งพา “คนละครึ่งพลัส” เท่านั้น ไม่ว่าจะกี่เฟสก็ตาม
แต่เป็นการวางนโยบายเศรษฐกิจระยะยาวอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติกระตุ้นการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต ปฏิรูประบบภาษี และสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจฐานราก
ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่ รัฐบาลอนุทิน จำเป็นต้องทำควบคู่กันไป เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศชาติและประชาชนในระยะยาวอย่างแท้จริง