คณะรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมเมื่อวันที่ 21 ต.ค.2568 เกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือสแกมเมอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนแก่สังคมอยู่ในขณะนี้
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แจ้งให้ครม.รับทราบถึงการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 ที่รัฐบาลถือว่าเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ
นอกจากนี้ ครม.ยังหารือถึงการขอรับความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา ในการส่งข้อมูลเครือข่ายสแกมเมอร์ให้ประเทศไทย เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป
รวมทั้งขอให้สหรัฐเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งสหรัฐตอบรับ และนัดหมายช่วงต้นเดือนพ.ย.2568 จะส่งทีมเข้ามาพูดคุยกับนายกฯ ไทย
อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่มิจฉาชีพปกติธรรมดา และมีลักษณะเป็นองค์กรข้ามชาติ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับหลายประเทศ ซึ่งกลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว
กรณีประเทศไทยมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นฐานปฏิบัติการใหญ่ของเครือข่ายเหล่านี้ โดยเฉพาะกัมพูชา ไม่เฉพาะในกลุ่มประชาชนไทยเท่านั้น แต่ในระดับโลกก็รับทราบว่ากัมพูชาเป็นแหล่งใหญ่สแกมเมอร์
รัฐบาลที่ผ่านมาจึงประสานความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อปราบปรามและตัดเส้นทางเครือข่ายสแกมเมอร์ จนกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้นำกัมพูชาไม่พอใจ จนบานปลายนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงกับไทย ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ดังนั้น การแก้ปัญหาสแกมเมอร์และชายแดน เพื่อคลี่คลายข้อขัดแย้งไทย-กัมพูชา จึงเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน
ที่ผ่านมานายกฯ ย้ำมาตลอดว่าถ้ากัมพูชาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ข้อของไทย การคลี่คลายความขัดแย้งก็ยากที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการปราบปรามสแกมเมอร์คือหนึ่งในเงื่อนไข
ต่อมาวันที่ 20 ต.ค.2568 นายกฯ จัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามฯ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นครั้งแรก โดยให้ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ แสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาล
หวังว่ารัฐบาลจะจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันเครือข่ายนี้ยังเคลื่อนไหวตามแนวชายแดน และอาจจะกระทบต่อชื่อเสียงประเทศ ที่ถูกมองว่าเป็นทางผ่านเส้นทางเงินและการฟอกเงิน รวมถึงมีเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองเข้าไปหาประโยชน์ด้วยหรือไม่
ทั้งเรื่องเขตแดนและสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาควบคู่กัน จะให้น้ำหนักอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้