กลุ่มสว.สำรองเข้ายื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อเอาผิดกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน และเลขาธิการสำนักงานกกต. รวม 8 คน
โดยกล่าวหาในฐานความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และระเบียบกกต.ว่าด้วยการสืบสวนฯ
การยื่นฟ้องต่อศาลของกลุ่มสว.สำรอง เป็นความต่อเนื่องจากคดีฮั้วเลือกสว. ที่มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 162 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ได้รับเลือกเป็นสว. 138 คน
ขณะนี้การสืบสวนและไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว แต่ปรากฏว่ายังไม่เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่กกต. เพื่อส่งฟ้องในชั้นศาลต่อไป
ผู้ยื่นฟ้องระบุว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี 3 เดือน คดีฮั้วสว.ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งที่ประชาชนตั้งตารอว่าจะเกิดความยุติธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อไหร่
ที่ผ่านมาได้พยายามติดตามทวงถามความคืบหน้าหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากกกต. ทั้งที่ตามกรอบเวลาแล้วควรจะทำคดีให้เสร็จภายใน 1 ปี
แต่กกต.กลับไปตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาเพื่อพิจารณาสำนวนคดี ทำให้มองว่าเป็นการยื้อเวลาคดีฮั้วสว. เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่
คือเหตุผลของผู้ยื่นฟ้องกล่าวหาต่อกกต. ซึ่งศาลพิจารณาแล้วรับไว้เป็นคดี และนัดวันตรวจคำฟ้องต่อไป
คดีทุจริตการได้มาซึ่งสว. เมื่อปี 2567 นับเป็นความอื้อฉาวทางการเมือง มีการรวมกลุ่มวางแผนสมคบทำกันเป็นขบวนการใหญ่โต ส่งผลเสียต่อระบอบประชาธิปไตย
ต่อมากกต.ตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน มีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาร่วมด้วย จนนำไปสู่การตั้งข้อกล่าวหาแก่สว. 138 คน และที่เหลือเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง
แต่ปรากฏว่าสำนวนคดียังติดอยู่ในชั้นอนุกรรมการวินิจฉัย ที่ประธานกกต.ระบุว่ามีกรอบเวลาพิจารณา 90 วัน ก่อนส่งต่อที่ประชุมกกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดว่าจะส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่
ด้วยขั้นตอนและกรอบเวลาดังกล่าวของกกต. จึงถูกมองว่าเป็นการยื้อคดีหรือไม่ จนนำมาสู่การยื่นฟ้องต่อศาลของผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งจะยิ่งทำให้สังคมสงสัยคลางแคลงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกกต.มากขึ้นอีกด้วย