ปชน. หนุน แก้รัฐธรรมนูญ-กฎหมายเลือกตั้ง ใช้บัตรเลือกตั้ง สส.เขต-บัญชีรายชื่อ เบอร์เดียวกัน ป้องกันประชาชนสับสน แนะ กกต. ถ้ากลัวผิดกฎหมาย ใส่ชื่อผู้สมัคร-ชื่อพรรค-โลโก้ ในบัตร
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 31 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม กล่าวกรณี นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ในประเด็นการกำหนดให้บัตรเลือกตั้ง สส. แบบเขตเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อ ให้เป็นเบอร์เดียวกันทั้งประเทศ เพื่อลดความสับสนของประชาชน
โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในสภาผู้แทนราษฎร ชุด 25 เคยมีการเสนอในประเด็นดังกล่าวมาแล้ว ในนามพรรคก้าวไกล โดยเสนอบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เบอร์เดียวกัน แต่กมธ.และสภาในยุคนั้นไม่เห็นด้วย
“มีหลายพรรคการเมืองที่เสนอในลักษณะเดียวกัน จริงๆ ไม่ใช่เรื่องเบอร์อย่างเดียว อะไรที่เป็นประโยชน์ที่สุดต่อประชาชน ก็ควรจะต้องแก้ เช่น กรณีบัตรเลือกตั้ง สามารถมีโลโก้ มีชื่อ มีสี หากพัฒนาได้ บัตรเลือกตั้งที่มีสีสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองต่างๆ ก็อาจทำให้ประชาชนสะดวกมากยิ่งขึ้นในการเลือกตั้ง” นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้ ไม่มีประเด็นดังกล่าวพิจารณา แต่มีข้อมูลว่าหลายพรรคการเมืองได้ทำการศึกษาและสนใจในเรื่องนี้อยู่ คาดว่าหากมีข้อเสนอยื่นเข้ามาในสภาฯ คาดว่าจะมีการหยิบยกมาพิจารณา แต่ในแง่การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา หรือการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ในบางครั้งใช้ระยะเวลา จึงไม่สามารถแก้ไขในระยะเวลาอันสั้นได้
“ส่วนตัวเห็นว่าหากมีการแก้ไขได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แต่หลายพรรคการเมืองต้องมองว่าบางประเด็นอาจจะสุ่มเสี่ยง หรือตีความว่าเป็นการแก้เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองของตนเองหรือไม่ จึงขอค้างไว้ก่อนได้หรือไม่ โดยมาพิจารณากันว่าจะปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชนอีกครั้ง น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า” นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคประชาชนมีการศึกษาเรื่องนี้อยู่ และหารือในที่ประชุมพรรค แต่ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในบางส่วน ซึ่งประเด็นนี้คนที่ทำงานรับผิดชอบโดยตรง คือ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ที่ศึกษามาในนามของกมธ.พัฒนาการเมือง สภาฯ แต่ยังไม่ได้เห็นตัวเนื้อหาในรายละเอียดของร่างกฎหมาย
หากมีการนำเสนอจะต้องมีคำอธิบายต่อประชาชนว่า การเสนอจะไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือเพื่อประโยชน์ของพรรคตนเอง ขอให้เสนอบนพื้นฐานของประชาชนจะสะดวกในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะมีบัตรเลือกตั้งหลายใบ หากแก้แล้วเกิดประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อให้การกาบัตรถูกต้องตามเจตนารมณ์ก็พร้อมสนับสนุน

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า เป้าหมายที่เราอยากจะเห็นในการเลือกตั้งทั่วไป จะมีการออกเสียงประชามติ และความสะดวกของประชาชน
ตนคิดว่ามี 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.ข้อมูลหรือเบอร์ของผู้สมัคร สส.เขต และบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค มีคนเสนอว่าอยากให้เป็นเบอร์เดียวกัน ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้มี 2 ระดับ โดยข้อเสนอของนางสิริพรรณ ให้แก้ระดับข้อกฎหมาย ซึ่งต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ถ้าเรื่องนี้ทุกพรรคเห็นตรงกันเป็นฉันทามติ ในมุมหนึ่งก็อาจจะขับเคลื่อนได้ แต่ต้องพิจารณาดูว่าถึงเวลานั้นจะทันหรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ถ้าเรามองการแก้ปัญหานี้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งเดินหน้าได้เลยโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย คือ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พยายามใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการทำให้พี่น้องประชาชนเห็นถึงข้อมูลในบัตรเลือกตั้งที่ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้า กกต. สามารถดำเนินการได้เอง ทำให้เบอร์ของผู้สมัครจากพรรคเดียวกันทุกเขตเป็นเบอร์เดียวกันกับบัญชีรายชื่อ ก็ดำเนินการได้เลย เพราะไม่มีกฎหมายไหนห้ามไม่ให้ทำอยู่แล้ว
หรือหากติดขัดจริงๆ สิ่งที่กกต. ทำได้แน่นอน คือ การเอาชื่อผู้สมัคร ชื่อพรรคการเมือง และโลโก้พรรคไปอยู่ในบัตรเลือกตั้ง หมายความว่าแม้สภาจะพิจารณากฎหมายไม่ทัน กลายเป็นว่าเบอร์ของผู้สมัครแต่ละเขตยังเป็นคนละเบอร์กันอยู่ ถ้าเอาชื่อผู้สมัคร เบอร์ และโลโก้ ไปอยู่ในบัตรเลือกตั้ง ตนคิดว่าจะลดความสับสนลงมาได้เยอะมาก
2.เรื่องการออกเสียงประชามติล่วงหน้า กกต.ออกมาระบุว่าจะไม่ให้มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้าหมายความว่าถ้าการเลือกตั้งทั่วไปพร้อมประชามติ ประชาชนที่ไปเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้าวันนั้นจะไม่สามารถออกเสียงประชามติได้ ถ้าอยากออกเสียงประชามติต้องไปวันจริง เท่ากับว่าประชาชนต้องไปคูหา 2 รอบ
ตรงนี้ตนเห็นว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการทำประชามติพร้อมการเลือกตั้ง ตนก็รับฟังเหตุผลของ กกต. ว่าปัจจุบันกฎหมายอาจจะไม่เขียนชัดว่าต้องมีการจัดการออกเสียงประชามติล่วงหน้านอกเขต
ตนเห็นว่ามีช่องกฎหมายที่สามารถทำได้ คือ การออกเสียงทางไปรษณีย์ เพราะ พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับปัจจุบันสามารถกำหนดให้ กกต. สามารถสั่งให้มีการออกเสียงทางไปรษณีย์ได้ และโดยนิยามการออกเสียงทางไปรษณีย์ ต้องเป็นการออกเสียงล่วงหน้าอยู่แล้ว
“ฉะนั้น สิ่งที่ กกต. ทำได้เลยภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน คือ การออกมาบอกว่าให้ออกเสียงทางไปรษณีย์ โดยวิธีการให้ไปที่สถานที่เดียวกันกับการเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า และไปออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ ณ สถานที่นั้น ถือเป็นการใช้กลไกที่มีอยู่ภายใต้กฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เราไม่อยากเห็นประชาชนสับสนในการออกเสียงเลือกตั้งและประชามติ หาก กกต. ดำเนินการก็จะทันเวลา ถ้า กกต.ต้องการที่จะให้ตนและกมธ.พัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎร ไปพูดคุยรายละเอียด เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาทางออก เราก็ยินดี” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าการทำแบบนี้ทั้งการออกเสียงประชามติและเลือกตั้ง จะสุ่มเสี่ยงกับการที่ กกต. ทำผิดระเบียบหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องบัตรเลือกตั้ง การทำให้พรรคเดียวกันใช้เบอร์เดียวกันทุกเขต อาจจะติดขัดข้อกฎหมาย แต่ที่ไม่ติดขัดข้อกฎหมายแน่นอน คือ การเอาชื่อผู้สมัคร ชื่อพรรคการเมืองและโลโก้พรรคการเมือง อยู่ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นสิ่งที่ กกต. ดำเนินการได้เลย
ที่ผ่านมาหลังจากมีการหารือกับ กกต. ในการประชุมของกมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้รับแจ้งว่าที่ไม่ทำอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะติดขัดข้อกฎหมาย แต่เพราะต้องมีการออกแบบที่แตกต่างกันใน 400 เขต และกกต. มองว่าไม่สามารถบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวได้
แต่ตนมองว่าหากเราบริหารจัดการให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยการหาโรงพิมพ์ให้ทัน วางแผนล่วงหน้ามากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ดังนั้น เรื่องบัตรเรื่องตั้งไม่ได้สุ่มเสี่ยงทางกฎหมายแน่นอน
ส่วนการออกเสียงประชามติล่วงหน้า ตนคิดว่าข้อเสนอของเราที่ใช้กลไกทางไปรษณีย์ก็เป็นไปตามกรอบกฎหมาย และสามารถนำการออกเสียงล่วงหน้าทางไปรษณีย์นอกราชอาณาจักรมาใช้ในประเทศก็ได้ด้วย