สงขลา สว.สายทหาร-ความมั่นคง ห่วง จชต.เดือดระอุ จี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ปรับแผนรับมือ หวั่น 5 จว.ชายแดนใต้ ลุกเป็นไฟ เหตุถอนกำลัง ฉก.นราธิวาส พ้นพื้นที่ แฉกลุ่มก่อความไม่สงบ จ้องก่อเหตุรายวันยาวยันสิ้นธ.ค. สั่งเก็บจนท.-สายข่าว ทำลายเศรษฐกิจ-เชื่อมั่นประชาชนมีต่ออำนาจรัฐ
1 พ.ย. 68 – นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มสื่อมวลชน ในฐานะเลขานุการและโฆษกกรรมาธิการทหารและความมั่นคง วุฒิสภา เปิดเผยว่า สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีเหตุการณ์วาระเบิดจุดตรวจยุทธศาสตร์บ้านปาลัต ต.ปาลัต อ.มายอ จ.ปัตตานี สร้างความเสียหายให้ป้อมยาม จุดตรวจ และบ้านเรือนประชาชน 17 หลัง จักรยานยนต์อีกจำนวนหนึ่ง
นายไชยยงค์ เปิดเผยว่า การยิงทหารพรานเสียชีวิต ที่ อ.เจาะไอร้อง ยิงฐานปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.ที่ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ วางเพลิงเผารถยนต์บริษัทรับเหมาก่อสร้างถนนที่ ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และโจมตีจุดตรวจ ชตค.ที่ บ่านน้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี รวมทั้งการทำลายกล้องซีซีทีวีจำนวนมากในพื้นที่ จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้กลับมารุนแรงน่าเป็นห่วงอย่างมาก
นายไชยยงค์ เปิดเผยอีกว่า ขอเรียกร้องให้ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งทำหน้าที่ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เร่งตรวจสอบสถานการณ์ ที่สำคัญต้องปรับแผนรับมือกลุ่มก่อความไม่สงบก่อการร้ายรายวัน แหล่งข่าวแจ้งว่า กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นจะก่อเหตุรายวันตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568
“แหล่งข่าวแจ้งว่า มีการสั่งการให้แนวร่วมรุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอาวุธ และก่อวินาศกรรม ปฏิบัติการ สร้างสถานการณ์ด้วยระเบิดแสวงเครื่อง ระเบิดไปป์บอมบ์ และการซุ่มโจมตีฐานปฏิบัติการของ ชคต.และ นปพ. วางเพลิง วางระเบิด เครื่องจักกลของบริษัทรับเหมาก่อสร้างพัฒนาพื้นที่ เพื่อทำลายเศรษฐกิจ ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่ออำนาจรัฐ”
นายไชยยงค์ เปิดเผยต่อไปว่า แกนนำบีอาร์เอ็นได้สั่งการให้กองกำลังติดอาวุธ ฆ่าเป้าหมายที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย ที่เดินทางไป-มาคนเดียว ฆ่าสายข่าวที่เป็นประชาชนในพื้นที่ ฆ่าผู้มีพฤติกรรมติดยาเสพติดที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน เพื่อสร้างคะแนนนิยมต่อประชาชน
ในส่วนของ แนวร่วมที่เป็น เยาวชนชาย-หญิง ที่เรียกว่า “เปอร์มูดอ” และ”เปอร์ดูดี” ให้ปฏิบัติการ ทำลายกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ให้หมดสิ้น ให้เยาวชนหญิงทำหน้าที่ “สายข่าว” และติดตามความเคลื่อนไหวเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แทนเยาวชนชายที่กำลังตกเป็นเป้าหมายของเจ้าหน้าที่ และมีการเปลี่ยนแปลงการเก็บเงินรายเดือน จากสมาชิกในพื้นที่ให้เยาวชนหญิงทำหน้าที่แทน
นายไชยยงค์ เปิดเผยเพิ่มว่า พล.ท.นราธิป เข้ามารับผิดชอบในการดับไฟใต้ เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ที่นโยบายยังไม่ตอบโจทย์ของปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะยังไม่มีแนวทางใหม่ๆ เพื่อรับมือการปฏิบัติการของบีอาร์เอ็น การ โยกย้ายผู้นำหน่วยคนเก่า และแต่งตั้งผู้นำหน่วยคนใหม่ ส่วนใหญ่เป็นพวกพ้อง ไม่ใช่ผู้มีความรู้ความสามารถ
นายไชยยงค์ เปิดเผยว่า การแต่งตั้ง ผอ.กองข่าว ที่เป็นหัวใจสำคัญ มาจากส่วนกลางที่ถูกมองว่ามาเพื่อบริหารงบประมาณ มากกว่าการสร้างประสิทธิภาพของงานการข่าว ทีมที่ปรึกษาที่ไม่มีความโดดเด่น การการแก้ปัญหาของไฟใต้ยังอยู่ในบริบทเดิมๆ เน้นที่ผู้นำศาสนาเก่าๆ เดิมๆ ที่ปรึกษามาแล้ว 21 ปี แต่ไม่มีประโยชน์อะไร อยากให้แม่ทัพภาคที่ 4 เปลี่ยนกลยุทธ์ เปลี่ยน นโยบายใหม่ๆ ที่สามารถเอาชนะฝ่ายบีอาร์เอ็นได้
“ที่น่าเป็นห่วง คือการถอนกำลังของ ฉก.นราธิวาส ที่เป็น กำลังพลของกองทัพภาคที่ 4 จาก พล.ร.15 ออกจาก จ.นราธิวาส โดยนำกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 4 เข้ามารับผิดชอบพื้นที่ จ.นราธิวาส เนื่องจาก ผบ.ฉก.นราธิวาส คนใหม่ มาจากรองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นเรื่องที่น่าห่วงใยต่อ ความรุนแรงใน จ.นราธิวาส ซึ่งหากสามารถใช้กองกำลังจากนอกพื้นที่มาแก้ปัญหาความรุนแรงใน จ.นราธิวาสได้ ก็ดี แต่ถ้าแก้ไม่ได้ก็จะทำให้พื้นที่ จ.นราธิวาส มีความรุนแรงมากขึ้น”
นายไชยยงค์ เปิดเผยปิดท้ายว่า กองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็น มีความเข้มแข็ง และ จ.นราธิวาส คือฐานใหญ่ของบีอาร์เอ็น เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดชายแดนรัฐประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเส้นทางเข้า-ออก และส่งกำลังบำรุงของบีอาร์เอ็น ดังนั้น พื้นที่ จ.นราธิวาส จึงน่าเป็นห่วง ดังนั้น ขอให้แม่ทัพภาคที่ 4 เข้าใจถึงปัญหาและเร่งแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต