เพื่อไทย จี้เปิดเผยความจริง MOU แรร์เอิร์ธ ชี้ขาดความโปร่งใส–ไร้ทิศทาง สั่นคลอนความน่าเชื่อถือประเทศ ซัดสร้างผลงานเอเปคเกินจริง-ล้มเหลว ย้ำทั้งหมดเป็นผลต่อเนื่องยุคเพื่อไทย

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 4 พ.ย.2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงหัวข้อ “สร้างภาพ กลบความล้มเหลว นโยบายการต่างประเทศที่ผิดพลาด” โดยตั้งคำถามต่อรัฐบาลใน 2 ประเด็น ได้แก่ การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านแร่หายาก (Rare Earth) และผลงานที่รัฐบาลอ้างจากการประชุมเอเปค

ทั้งหมดสะท้อนถึงการขาดวิสัยทัศน์ทางการต่างประเทศและความไม่โปร่งใสในการบริหารประเทศ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการสำรวจและพัฒนาแหล่งแร่หายากเป็นเรื่องดี เพราะสามารถนำไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำ กลับขาดทั้งความโปร่งใสและการวางยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ของชาติ

นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมองว่าการสำรวจ ศึกษา และพัฒนาแหล่งแร่หายาก ควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาว เพื่อวางรากฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันต้องควบคู่กับการวางแผนป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ

วิธีดำเนินการของรัฐบาลกลับสร้างผลกระทบใน 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ความโปร่งใสต่อประชาชนและการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และ 2.ความน่าเชื่อถือของประเทศและจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ในสายตานานาชาติ โดยในด้านความโปร่งใส ปกติเอกสารที่เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะถูกส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หลัง ครม.มีมติรับทราบหรือเห็นชอบแล้ว เอกสารดังกล่าวจะถูกปลดชั้นความลับและเผยแพร่ในเว็บไซต์ ยกเว้นกรณีมีคำสั่งให้เก็บเป็นความลับ แต่ครั้งนี้ประชาชนกลับมาทราบเรื่องพร้อมกับฝ่ายสหรัฐฯ ที่เป็นผู้เปิดเผยเอกสาร ขณะที่รัฐบาลไทยกลับไม่มีคำชี้แจงใดๆ ประชาชนไม่มีโอกาสถกเถียงข้อดีข้อเสีย หรือผลกระทบของข้อตกลงเลย

นายศึกษิษฏ์ กล่าวต่อว่า ตนพยายามค้นหาข้อมูลจากช่องทางทางการ แต่ไม่พบเอกสาร MoU ดังกล่าว และไม่สามารถทราบได้ว่าหน่วยงานใดให้ข้อสังเกต หรือจัดทำแผนป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไว้หรือไม่ ถ้าเอกสารที่ลงนามกับมหาอำนาจยังปิดเป็นความลับต่อประชาชน แล้วจะมีอะไรอีกที่รัฐบาลทำแบบลับๆ ล่อๆ โดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

รัฐบาลไม่ได้สานต่อการแก้ปัญหาการปนเปื้อนจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยเจรจาจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และได้อนุมัติแนวทางฝายดักตะกอน เพื่อควบคุมการปนเปื้อนในลำน้ำชายแดนไว้แล้ว รัฐบาลชุดนี้กลับปล่อยปละละเลย ทั้งที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยตรง

“การที่รัฐบาลระบุว่าสามารถยกเลิก MoU ได้ทุกเมื่อ เป็นการส่งสัญญาณลบต่อสายตานานาชาติ เพราะสะท้อนถึงความไม่มั่นคงทางนโยบาย นี่คือการบอกโลกหรือไม่ว่า ไทยไม่มีจุดยืน หรือเราเลือกข้างในภูมิรัฐศาสตร์นี้ไปแล้ว

ความไม่ชัดเจนและการสื่อสารไม่ตรงกันระหว่างรัฐบาลกับเนื้อหาใน MoU อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม EV และพลังงานสะอาด ซึ่งต้องอาศัยเสถียรภาพทางนโยบายในระยะยาว สุดท้ายแทนที่ประเทศและประชาชนจะได้ประโยชน์ กลับเสียทั้งความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและชื่อเสียงของประเทศ” นายศึกษิษฏ์ กล่าว

นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า ส่วนของการประชุมเอเปค รัฐบาลพยายามแสดงผลงานเกินจริง ทั้งการดึงดูดการลงทุน การเพิ่มโควตาขายข้าวให้จีน การเป็นเจ้าภาพประชุม World Bank – IMF Annual Meetings และการอ้างว่าประเทศไทยกลับมาสู่เรดาร์ของโลก ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเดินตามรอยรัฐบาลเพื่อไทย ไม่ใช่ความสำเร็จของรัฐบาลชุดนี้

การดึงดูดการลงทุนเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลเพื่อไทยตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่งผลให้ไทยมีมูลค่าการลงทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ ปี 2568 มียอดลงทุนกว่า 795,000 ล้านบาท และปีปัจจุบันมียอดคำขอเกิน 1.14 ล้านล้านบาท

ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมใหม่และเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันโควตาขายข้าวให้จีน 500,000 ตัน ก็เป็นผลจากการเจรจาที่ดำเนินต่อเนื่องมาจากสมัยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์

นายศึกษิษฏ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการเป็นเจ้าภาพประชุม World Bank–IMF Annual Meetings นั้น เป็นผลจากการหารือของทีมที่ปรึกษาที่บ้านพิษณุโลกในรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งวางแผนยกระดับโลจิสติกส์ควบคู่กับการลงทุนในรถไฟรางคู่และนโยบาย 20 บาทตลอดสาย เพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะ

ถ้ารัฐบาลนี้บอกว่ามีมืออาชีพมาบริหาร ทำไมไม่มีอะไรเสนอเป็นของตัวเองเลย ใช้งบประมาณไปเท่าไร แต่ไม่ได้อะไรกลับมา ผลการประชุมเอเปคครั้งนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การกลับมาพร้อม MoU แร่หายากที่เต็มไปด้วยข้อสงสัย และการพูดจาผูกมัดเรื่อง Entertainment Complex แทนที่จะมุ่งเน้นความร่วมมือปราบปรามทุนสีเทา หรือเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานขนส่งระหว่างประเทศ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ของผู้นำในการเจรจา และกำหนดจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังห่างไกลจากคำว่าผ่านหรือสมบูรณ์แบบอย่างมาก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน