ทวี นำ กมธ.นิรโทษกรรมที่ดินฯ ลงพื้นที่วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ชาวบ้านกว่า 300 คน ร่วมแสดงความเห็น-หวังคลี่คลายความขัดแย้ง

วันที่ 15 พ.ย. 2568 ที่ศาลาประชาคม หมู่ที่ 1 บ้านไทยสามัคคี ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทที่ดินทำกินยืดเยื้อมานานหลายสิบปี

โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม และประธานกมธ. ได้เดินทางมารับฟังปัญหาเชิงลึกจากชาวบ้านด้วยตัวเอง โดยมีประชาชนจากหลายหมู่บ้านเข้าร่วมกว่า 300 คน ท่ามกลางความตึงเครียดและความหวังว่า ปัญหาที่รอคอยมานานหลายทศวรรษจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจากข้อพิพาทที่ดินใน ต.ไทยสามัคคี ที่มีคดีเกี่ยวข้องกว่า 552 คดี ชาวบ้านจำนวนมากถูกดำเนินคดีฐานบุกรุกป่า แม้ว่าหลายครอบครัวจะอาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนที่รัฐจะประกาศแนวเขตป่า และบางรายอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2541 แต่การพิสูจน์สิทธิ์กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง ส่งผลให้หลายครอบครัวกลายเป็นผู้ต้องหา หรือถึงขั้นต้องรับโทษจำคุก ทั้งที่เป็นเพียงชาวไร่ชาวสวนธรรมดา

ทั้งนี้ บรรยากาศในศาลาประชาคมฯ เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนความเดือดร้อน ชาวบ้านหลายรายนำเอกสารสิทธิ์ รูปถ่ายพื้นที่เก่าแก่และหลักฐานการทำการเกษตร มายื่นให้กมธ.ดู พร้อมเล่าความทุกข์ใจที่สะสมมานาน บางคนร่ำไห้จากความเครียดที่ปัญหานี้ส่งผลต่อครอบครัว พ่อแม่ลูกหลาน หลายคนต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงว่า จะถูกจับกุมเมื่อไหร่ ชาวบ้านทุกกลุ่มต่างหวังว่า กฎหมายฉบับนิรโทษกรรมฯ จะเป็นคำตอบสำคัญในการปลดล็อกภาระที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้นเอง

โดย นางบังอร อายุ 57 ปี ชาวบ้านหมู่ 2 บ้านสุขสมบูรณ์ หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ เปิดเผยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตนอยู่ในพื้นที่มานาน ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ รวมอายุไม่ต่ำกว่า 50–60 ปี สืบทอดการทำไร่ทำสวนมาตลอด

แต่กลับต้องเผชิญโศกนาฏกรรมภายในครอบครัว เมื่อสามีถูกจับกุมในคดีบุกรุกป่าและถูกคุมขังมาแล้วกว่า 3 เดือน ทั้งยังมีชาวบ้านในหมู่บ้านถูกจับไปอีกเมื่อ 3 วันก่อน แม้ทุกคนจะรู้ดีว่า พวกเขาอยู่ในพื้นที่นี้มานานก่อนที่รัฐจะประกาศเขตป่าฯ

นางบังอร กล่าวอีกว่า ชุมชนของตนทำกินด้วยความสุจริต อยู่กันแบบพอเพียง และยังตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่า มีการปลูกป่าทุกปี จนแทบไม่มีพื้นที่ให้ปลูกแล้ว แต่กลับถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ทั้งที่ไม่เคยขยายพื้นที่ทำกินเลยแม้แต่น้อย ตนยืนยันว่า ชาวบ้านเป็นคนทำมาหากินจริง รักบ้านเกิด รักป่า รักน้ำ ไม่เคยคิดทำลายธรรมชาติ

นางบังอร กล่าวทั้งน้ำตาว่า “ทำไมเราทำดีมาตลอด ถึงกลายเป็นความผิด เราเป็นคนไทย ไม่ใช่คนอื่น และแค่ขอความยุติธรรมให้เราได้อยู่บ้านเกิดของเราต่อไปอย่างสงบเท่านั้น”

ด้าน พ.ต.อ.ทวี กล่าวกับชาวบ้านว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นผลพวงของความล้มเหลวทางนโยบายของรัฐหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะความล่าช้าในการพิสูจน์สิทธิ์ตามมติ ครม. ปี 2541 ที่กำหนดให้ชะลอการจับกุมและให้รัฐพิสูจน์ว่าใครอยู่ในพื้นที่ก่อน แต่กระบวนการดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นจริงตลอดหลายสิบปี ขณะที่การจับกุมกลับเกิดต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีและต้องโทษจำคุก

ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ ไม่ได้มีเจตนาส่งเสริมการบุกรุกป่า หรือเปิดช่องให้นายทุน แต่ต้องการคืนสิทธิ์ชุมชนให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่มาก่อนรัฐ การนิรโทษกรรมจะช่วยให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรมได้รับการปล่อยตัว

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านที่มีสิทธิ์โดยชอบ ก็จะได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ของรัฐอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ได้รับกรรมสิทธิ์ทันที แต่เป็นการคืนความยุติธรรมให้ชุมชนที่ถูกละเลยมานาน หากกฎหมายผ่านการพิจารณาในสภา ผู้ต้องขังที่เข้าเงื่อนไขก็จะได้รับอิสรภาพ ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้พิสูจน์สิทธิ์ก็จะได้เริ่มต้นกระบวนการใหม่อย่างเป็นธรรม

“ประเทศใดไม่สามารถแก้ปัญหาที่ดินและความยุติธรรมได้ ประเทศนั้นจะมีแต่ความขัดแย้ง ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างแท้จริง” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงนับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนเสียงของชุมชนวังน้ำเขียว ที่แบกรับความเจ็บปวดมานานหลายชั่วอายุคน ซึ่งหวังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นความหวังสุดท้ายในการปลดล็อกปัญหาข้อพิพาทที่ดินอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชาวบ้านได้อยู่อาศัยและทำกินบนผืนดินเกิดของตนอย่างสงบ ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกจับกุมอีกต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน