พริษฐ์ ย้ำ 3 ข้อกังวล จี้ รัฐบาลยืนยัน ไม่เดินหน้าขยายสัมปทานทางด่วน พ่วงโครงการ ‘Double Deck’ หากยังเร่งรัด อาจเจอข้อครหา เก็บกระสุน ใช้ในเลือกตั้ง
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะขยายอายุสัมปทานทางด่วนชั้นที่สอง หรือ Double Deck ว่า พรรคประชาชนย้ํามาเสมอว่า รัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ขณะนี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ เฉพาะกาล ตั้งแต่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาล ตนก็ย้ําชัดในที่ประชุมสภาว่า แม้รัฐบาลจะอยู่สั้น แต่รัฐบาลจะต้องไม่ดําเนินการอะไรที่เสียหายระยะยาว
หนึ่งปัญหาที่เรามีความกังวลว่า รัฐบาลจะเร่งดําเนินการและสร้างความเสียหายให้กับคนไทยข้ามทศวรรษ คือเรื่องการขยายสัมปทานทางด่วนให้กับเอกชนไปอีก 20 กว่าปี จากเดิมที่จะต้องสิ้นสุดในปี 2578 มีความพยายามจะขยายไปถึง ปี 2601 ซึ่งอาจพ่วงมากับสิทธิ์ในการก่อสร้างโครงการทางด่วนชั้นที่สอง (Double Deck)
โดยเรามี 3 ข้อกังวลเกี่ยวกับความพยายามในส่วนนี้ คือ 1.การขยายสัมปทานให้กับเอกชนเจ้าเดิม จะทําให้เราเสียโอกาสในการบริหารจัดการ หรือออกแบบมาตรการเรื่องทางด่วนที่อาจตอบโจทย์ประชาชนได้มากกว่าเดิม เช่น หากรัฐบาลมีการเปิดสัมปทานใหม่อีกหนึ่งรอบ แทนที่จะไปจ่ายสัมปทานให้กับเจ้าเดิม ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนมาแข่งขันกันว่า จะมีข้อเสนออะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด
หรือหากรัฐบาลต้องการคิดค้นทางเลือกทางนโยบายใหม่ อย่างการลดค่าทางด่วน แม้กระทั่งการให้ขึ้นทางด่วนฟรีในเวลากลางคืน เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน แต่ปัจจุบันจะยังทําไม่ได้หากยังถูกปิดล็อกกับสัญญาสัมปทานเดิม
2.การเดินหน้าโครงการ Double Deck จะทําให้พี่น้องประชาชนคนไทย ต้องเสียภาษีไปกับโครงการที่ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะในมุมนึงเราเห็นว่ามูลค่าการลงทุนในโครงการนี้สูงถึง 34,800 ล้านบาท แต่ยังคงมีหลายฝ่ายออกมาทักท้วงว่า โครงการดังกล่าวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหารถติดบนทางด่วนได้จริง เนื่องจากไม่ได้เชื่อมโยงกับพื้นราบโดยตรง ซึ่งจะทําให้คอขวดนั้นดํารงอยู่อยู่ดี
และ 3.การปรับเงื่อนไขสัมปทานครั้งนี้ จะถูกตั้งคําถามเรื่องความไม่โปร่งใส และทําให้ประชาชนสูญเสียสิทธิ์ในการตัดสินใจ เราเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ปัจจุบันก็ยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดโครงการดังกล่าวให้สภาและประชาชนได้ตรวจสอบ ก่อนที่จะเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
หาก ครม.อนุมัติไปแล้วก่อนมีการเปิดเผย หมายถึงประชาชนไม่มีโอกาสร่วมตัดสินใจหรือทักท้วง ก่อนที่ ครม.จะมีการเดินหน้าเลย
ยิ่งไปกว่านั้น เราเห็นว่ารัฐบาลเฉพาะกิจไม่ควรเร่งตัดสินใจเรื่องนี้ แต่ควรรอให้พรรคการเมืองต่างๆ ที่กําลังจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งเสนอจุดยืนและนโยบายของตัวเองว่า จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้ง
ดังนั้น ตนขอย้ําถึงข้อเสนออีกครั้งว่า เราเรียกร้องให้รัฐบาลออกมายืนยันว่า จะไม่ตัดสินใจเดินหน้าขยายสัมปทานให้กับเอกชนพ่วงโครงการ Double Deck แต่จะปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดถัดไป
หากรัฐบาลชุดนี้ยังคงเร่งรัดเดินหน้าเรื่องนี้ต่อก่อนการเลือกตั้ง ก็อาจจะเจอข้อครหาว่า สาเหตุที่รัฐบาลเร่งรีบนั้น ไม่ใช่ว่าโครงการนี้มีประโยชน์ต่อประชาชนมหาศาล จนไม่สามารถรอรัฐบาลชุดถัดไปมาตัดสินใจได้ แต่อาจเป็นเพราะว่าโครงการนี้ คือโอกาสที่พลาดไม่ได้ของรัฐบาลชุดนี้ ในการเก็บสะสมกระสุน เพื่อใช้ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง