นายกฯ ลุยขยายผลปราบยา-ธุรกิจเทา ลั่นสอบเจอถึงไหนโดนหมด ไม่มีช่วย มีแต่ซ้ำให้หนักขึ้น หนุนเจ้าหน้าที่จัดการไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 20 พ.ย.2568 ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการสวมสิทธิ์บัตรประชาชนให้กับต่างด้าว จะดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับสูงขึ้นหรือไม่ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผล หากไปถึงไหนก็ต้องโดนหมด ส่วนรายละเอียดเรื่องค่าหัวเรียกรับ ขอให้อธิบดีปกครองชี้แจง
ส่วนที่นายกฯระบุว่าในรัฐบาลชุดนี้จะต้องไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่ตนบอกกับพี่ๆตำรวจ ซึ่งถือว่าโชคดีอย่างหนึ่งที่เหมือนเพื่อนกัน คบกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก คุยกันรู้เรื่อง และเข้าใจหน้าที่กันดี และได้บอกไปว่า ถ้าหนักใจอะไร ขอให้ปิดชื่อไว้ก่อนเพื่อดูพฤติกรรม และถ้าเปิดชื่อเจอใครก็จะไม่ยกเว้น
นายอนุทิน ย้ำว่า หากใครมีข้อมูล ขอนำมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะเอาไปเก็บไว้ทำไม คนพวกนี้เอาไปเก็บไว้ ก็ไม่เกิดมงคลกับตัวเอง เอามาให้ตำรวจ จะได้ไปจับและดำเนินคดีอย่างเต็มที่ แต่ละคนที่ได้ชื่อมาก็เอาไปขยายผล
เมื่อถามว่าจะเป็นการล้างบางข้าราชการ กระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อย่าเรียกว่าล้างบาง คำว่าล้างบาง มีแต่คนที่ไม่ดี ในทุกองค์กรมีคนไม่ดีอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ถือว่าเป็นส่วนน้อยที่ทำชื่อเสียงเหม็นเน่าป่นปี้ ได้มากกว่าคนส่วนใหญ่ ดังนั้น เรื่องการปราบปรามดำเนินคดี กำจัดคนเหล่านี้ออกไปไม่ใช่เรื่องที่ยาก
เมื่อถามว่าได้ขยายผลความเสียหายจากการเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การเรียกรับผลประโยชน์ของข้าราชการที่ทุจริต เราดำเนินการไปแล้ว ไล่ออกจากราชการ และจับดำเนินคดี แต่เทียบไม่ได้กับคนเหล่านี้ที่ทำความเดือดร้อน ซึ่งจะต้องติดตามต่อไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และรมว.คลัง เพื่อติดตามเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม
เมื่อถามว่าจากการขยายผลพบว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจสีเทานั้น นายอนุทิน ยอมรับว่า คนพวกนี้เกี่ยวข้องกันทั้งหมด เหมือนฝนตกขี้หมูไหลคนอะไรมาพบกัน คนที่เกี่ยวข้องกับค้ามนุษย์ การพนัน สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ค้าบริการทางเพศ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด เพราะมันก็ทำได้แค่นี้
นายอนุทิน กล่าวชื่นชมผู้ปฏิบัติการทุกคนที่ทำงานอย่างเต็มที่ เอานโยบายของรัฐบาลไปทำ รัฐบาลไหนให้ความมั่นใจกับเขาว่าไปแล้วจะไม่เจอตอ เจอใครก็คนนั้น ไม่มีการช่วย ช่วยมีอย่างเดียวคือช่วยซ้ำให้มันหนักยิ่งขึ้น เขาจึงทำงานเต็มที่ ดังนั้น นโยบายของตนชัดเจนว่าให้ทำงเต็มที่ จึงเห็นการจับกุมรายใหญ่ๆ ในทุกสัปดาห์ เพราะเราทำงานด้วยความเข้าใจ
เมื่อถามถึงนโยบายการให้สัญชาติ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย นายอนุทิน ระบุว่า เป็นการให้โดยหลักมนุษยธรรม
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นการเสียหน้าหรือไม่ เพราะ UNSCR ได้กล่าวชื่นชม นายอนุทิน ตอบว่า ไม่เสียหน้าเพราะให้ตามหลักมนุษยธรรม เพราะคนเสียหน้า คือ คนที่มาหาผลประโยชน์ในช่องโหว่ตรงนี้ นายอำเภอเสียหน้าแน่ๆ แล้วยังเสียผู้เสียคน เป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แม้ตำแหน่งสูงแต่เห็นประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก
หรือพูดง่ายๆ ว่าคนที่ทำให้ประเทศเสียหายคือคนเหล่านี้ และสุดท้ายก็ถูกดำเนินคดีไม่พ้นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง อธิบดีกรมการปกครองมีคำสั่งให้ออกจากราชการ เพราะมีความผิดชัดเจน
สิ่งเหล่านี้คือการสนับสนุนให้เห็นว่าทำไปเถอะ รัฐบาลอยู่ข้างหลังอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ปืน และของกลางที่จับได้ ซึ่งเป็นไปได้อย่างไร ปืนจำนวนมากเหล่านี้อยู่ในบ้านคนๆเดียว หากบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป และให้ผู้ใหญ่บ้านครอบครองอาวุธ ที่สามารถทำลายชีวิตคนได้อย่างรุนแรง แบบนี้ก็เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน
สิ่งเหล่านี้เราต้องดำเนินการปราบปราม เพราะผิดกฎหมายทุกอย่าง นี่คือเหตุผลที่ตั้งแต่ตนเป็นรมว.มหาดไทย พ้นไป 3 เดือนแล้วกลับมา ตนไม่ยอมให้มีการต่ออายุทะเบียนปืน สำหรับคนทั่วไป เราต้องทำให้ประชาชนในประเทศไทยไม่ต้องถือปืน ตำรวจ ทหาร ฝ่ายความมั่นคงเท่านั้นที่จะต้องถืออาวุธเหล่านี้ไปปราบปรามคนไม่ดี
แต่ประชาชนต้องอยู่ด้วยความปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องพกพาอาวุธ ซึ่งของกลางที่จับมาบอกว่าเอาไว้ป้องกันตัว มันไม่ได้ เพราะมีเยอะก็เท่ากับมีไว้เอาไปทำลาย คนอื่น ข่มขู่ ซึ่งต้องปราบ และทราบข่าวว่าที่ถูกจับกุม ได้รับการประกันตัวด้วยวงเงินแค่นิดเดียว 1 แสนบาท
“กลับไป ผมจะทำหนังสือกราบเรียนประธานศาลฎีกา ให้พิจารณาคนที่ทำผิดแบบนี้สมควรได้รับการประกันตัวหรือไม่ ผมเคารพดุลยพินิจของศาล ซึ่งคนที่ให้ประกันอาจดูเพียงสำนวน ไม่ได้ดูจุดว่าร้ายแรงอย่างไร
หากมาเห็นว่าผู้ต้องหาพกอาวุธร้ายแรงขนาดนี้ เต็มบ้าน และมีพฤติกรรมไม่ดี ทำผิดกฎหมายแทบทุกอย่าง แต่พอจับได้ก็ได้การประกันตัว ขอย้ำว่าความเคารพต่อดุลยพินิจศาลของผมมี แต่ต้องทำเรื่องกราบเรียนให้ทราบว่าต้องมีวิธีอะไรหรือไม่ ซึ่งสุดแล้วแต่ความกรุณา” นายอนุทิน กล่าว