“ทวี” แนะแนวทางแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมสวนยางพารา 4 มาตราการเร่งด่วนที่รัฐควรทำ พร้อมส่งเสริมแนวทางป้องกันในระยะยาว

ภายหลังเกิดเหตุการณ์ น้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนมากมาย

ล่าสุดทางเพจ Tawee Sodsong – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ แนวทางการแก้ไขทั้งปัยหาน้ำท่วมสวนยาง และปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากราคายางที่ตกต่ำไว้ดังนี้

มหาอุทกภัยภาคใต้ : ผลกระทบและจุดเปลี่ยนชี้ชะตาการอยู่รอดของเกษตรกรชาวสวนยางไทย
มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และอีกหลายจังหวัดทั่วภาคใต้ ได้พัดพาเอาทั้งสวนยางพารา บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และรายได้ของชาวสวนยางนับแสนครอบครัวหายไปกับสายน้ำ

น้ำที่ท่วมขังยาวนานต่อเนื่อง 3 – 4 เดือน ส่งผลให้ไม่สามารถกรีดยางได้แม้แต่วันเดียว สถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่เคยพออยู่พอกินกลับต้องมาสะดุด เด็กต้องหยุดเรียน ผู้สูงอายุต้องกู้เงินเพื่อนำมาใช้ประทังชีวิต และผู้ผลิตวัตถุดิบรายใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทยในห่วงโซ่อุปทานกลับต้องเผชิญความทุกข์โดยไร้ที่พึ่งพิง

นี่ไม่ใช่หายนะครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาวสวนยาง
คลื่นความเสียหายจากมหาอุทกภัยในครั้งนี้ทำให้ย้อนรำลึกถึง มหาวาตภัยนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2505 ที่ได้ทำลายสวนยางพาราทั้งภูมิภาค แต่รัฐบาลในขณะนั้นสามารถตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ผ่านโครงการปลูกแทนรุ่นวาตภัย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ โดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และการนำยางพารา พันธุ์ RRIM 600 จากประเทศมาเลเซีย เข้ามาฟื้นฟูสวนยางทั่วทั้งประเทศ จนทำให้เศรษฐกิจยางของไทยสามารถกลับมายืนในเวทีเศรษฐกิจโลกได้อีกครั้ง

ภัยระลอกใหญ่รอบนี้ เราจะทำเหมือนเมื่อปี 2505 ได้หรือไม่? หรือเราจะยอมให้ชาวสวนยางต้องจมน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

จากการหารือกับ คุณอุบล เทวฤทธิ์ อดีตผู้จัดการองค์การสวนยาง ผู้รู้ลึกทั้งในฐานะผู้ปลูกและผู้บริหารนโยบายยาง ทำให้เรามองเห็นภาพตรงกันว่า
“ถึงเวลาส่งยางพันธุ์ RRIM 600 กลับไปสู่ประวัติศาสตร์ เพราะประเทศมาเลเซียเลิกใช้พันธุ์ดังกล่าวมานานแล้ว และได้ก้าวเข้าสู่รุ่นพันธุ์ยางพาราใหม่ RRIM 800–3000 หรือยางพาราพันธุ์ RRIT ที่ได้พัฒนาโดยสถาบันวิจัยยาง กยท. ที่ให้ผลผลิตสูงกว่า ทนโรคใบยาง ทนฝน เหมาะกับภูมิอากาศและภูมิประเทศของไทย และยังตอบโจทย์ของอุตสาหกรรมในโลกยุคนี้มากกว่า”
ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับปรุงพันธุ์–ปรับระบบการจัดการสวนยาง–ปรับเป้าหมายอนาคตยางไทยทั้งระบบ

ความเจ็บปวดหลังน้ำลด
วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ราคาน้ำยางดิบลดลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 50 บาท แม้ผู้ส่งออกยางจำนวนมากได้ขายล่วงหน้าที่ราคาสูงกว่าแล้ว แต่ราคายางหน้าสวนกลับร่วงลงสวนทางกับทิศทางราคายางในตลาดโลก ราคายางในภูมิภาคอื่นยังถูกปรับลดลงทั้งที่ไม่ได้เป็นพื้นที่น้ำท่วม สะท้อนให้เห็นว่ากลไกตลาดยางของไทยไม่สะท้อนความเป็นจริง

นี่คือ “วาณิภัย” หรือ “ภัยจากการกดราคาและฉวยโอกาสในยามวิกฤติ” รัฐต้องใช้ พระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด ตรวจสอบพ่อค้า ผู้ส่งออก ตลาดกลางรับซื้อยางและลงโทษการฮั้วราคายางทั้งระบบในห่วงโซ่อุปทาน

กองทุนพัฒนายางพารา – เงินของชาวสวนยางเอง ไม่ใช่งบรัฐ
เงินจากกองทุนไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดิน แต่มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “เงิน CESS” ซึ่งก็คือเงินที่หักออกจากราคายางทุกหยด ทุกกิโล คือ “หยาดเหงื่อของชาวสวนยาง”

กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 49 (3) และ (5) ว่าเงินนี้ต้องใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพรายได้ สวัสดิการ และการอยู่รอดของชาวสวนยาง ดังนั้น การนำเงินกองทุนมาเยียวยาในยามวิกฤติ ** ไม่ใช่ความเมตตา – แต่คือความเป็นธรรม**

ข้อเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน
1) รัฐบาลต้องให้เงินเยียวยา 5,000 บาทต่อเดือน เพื่อชดเชยรายได้ให้แก่ชาวสวนยางในช่วงหยุดกรีดที่ส่งผลกระทบมาจากอุทกภัย สำหรับสวนยางที่มีขนาดไม่เกิน 25 ไร่ และได้ขึ้นทะเบียนกับ กยท. โดยใช้เงินจากกองทุนพัฒนายางพารา
2) ต้องดำเนินโครงการฟื้นฟูสวนยางและปลูกแทนอย่างเร่งด่วน กรณีสวนยางแช่น้ำตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป เปลี่ยนผ่านการปลูกยางพันธุ์เดิมสู่พันธุ์ใหม่ที่มีผลผลิตสูง ต้านทานโรค
3) รัฐบาลต้องส่งเสริมการปลูกพืชผสมผสานในพื้นที่สวนยาง – เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชสมุนไพร ผลไม้เศรษฐกิจ ไม้โตเร็วที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมไม้ทั้งในและต่างประเทศ โดยต้องจัดให้มีตลาดรับซื้อผลผลิตได้ครบตามปริมาณที่ผลิตได้
4) ฟื้นฟูและเยียวยาเกษตรกรสวนยางที่ประสบปัญหาโรคใบยางร่วง–ต้นอ่อนแรง หากใบยางร่วงเกิน 50% ให้ขยายระยะเวลาของการเยียวยาได้ไปจนถึงเดือนมิถุนายนของปีถัดไป

มาตรการในระยะต่อไป
1) รัฐบาลต้องส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางตั้งรับและปรับตัวกับกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EU Regulation on Deforestation-free products: EUDR) ซึ่งจะเป็นหนึ่งในรูปแบบทางการค้าที่จัดระเบียบโลกใหม่ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาพรวม โดยหากเกษตรกรชาวสวนยางสามารถดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมให้ราคายางในภาพรวมทั้งระบบปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งยางพาราและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องไปขายยังตลาดของสหภาพยุโรป
2) รัฐบาลต้องจัดให้มีพื้นที่ปลูกยางสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่เพียงพอ โดยกำหนดให้มีพื้นที่ราว 25 ไร่ต่อครัวเรือน หากเป็นครัวเรือนที่มีปัญหากรรมสิทธิ์ทับซ้อนกับเขตพื้นที่ของรัฐต้องจัดให้มีมาตรการพิสูจน์สิทธิที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม โดยใช้กลไกของกองทุนยุติธรรมหรือกองทุนในลักษณะอื่นของรัฐ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ราษฎรในกระบวนการยุติธรรม และหากเกษตรกรชาวสวนยางอยู่ภายหลังการประกาศเป็นที่ดินของรัฐ ภาครัฐควรจะมีการจัดพื้นที่เพาะปลูกยางที่เหมาะสมต่อสภาพดิน สภาพภูมิประเทศ โดยยังคงรูปแบบของการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้แบบยั่งยืน และให้มีการกำหนดขนาดของพื้นที่ปลูกยางที่เกษตรกรสามารถยึดเป็นอาชีพที่สุจริตและหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

มหาอุทกภัยอาจพังบ้านเรือน ที่สวนไร่นา พังรายได้ของประชาชน แต่ประเทศต้องไม่ยอมให้มันทำลายอนาคตของชาวสวนยางไทย เงินกองทุนยางต้องคืนสู่เจ้าของ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นได้มีโอกาสกลับมายืนขึ้นใหม่อย่างภาคภูมิ ชาวสวนยางควรได้มากกว่าแค่ “การอยู่รอด” แต่ต้อง “มีชีวิตที่มั่นคง มีศักดิ์ศรี และมีอนาคตที่ดีแบบยั่งยืน”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน