“นิกร” เชื่อลงล็อก 29 มี.ค.69 เลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ประหยัดงบ 5,000 ล้าน บอกพิจารณาวาระสามล่อแหลมเหตุใช้เสียง 1 ใน 3 มอง สส.-สว.ต้องทำความเข้าใจ

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 10 ธ.ค. ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะเลขานุการกรรมการร่วมกันเพื่อพิจารณาประชามติ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ ถือเป็นวันที่ดีในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระสอง และมองว่าการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญจะเรียกว่าไม่จำเป็นเลยก็ได้ เพราะเปิดสมัยสามัญก็ทัน เป็นไปตามกรอบ 60 วันไม่เกิน 150 วัน แต่มองว่า การเปิดวิสามัญครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงของ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนที่กำหนดให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปี

นายนิกร กล่าวว่า ส่วนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนได้ฟัง นายภราดร ปริศนานันกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะยื่นญัตติโดยรัฐสภาเพื่อตั้งคำถามที่หนึ่งเพื่อทำประชามติ ซึ่งเรื่องนี้ตนพูดมากว่า 2 เดือนแล้วว่าสามารถทำได้ ซึ่งใช้หลักการมาตรา 9 (4) หรือ (2) ได้ เช่นเดียวกับรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ แต่ตอนหลังมีการให้ความเห็นกันว่า ครม.สามารถตั้งคำถามได้ แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมา เขียนไว้ชัดว่ารัฐสภาเท่านั้นเป็นผู้เขียนตั้งคำถามที่หนึ่ง สองและสาม เพราะฉะนั้นการดำเนินการโดยใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ และหากทำไปแล้วจะแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการที่รัฐบาลเสนอเป็นการดำเนินการตาม MOA

นายนิกร กล่าวต่อว่า หากมีการเสนอญัตติการพิจารณาอาจเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ก็ได้ แต่ต้องใช้อำนาจประธานรัฐสภา หรือระหว่างการเปิดสมัยประชุมสามัญ สามารถเรียกประชุมรัฐสภาอีกครั้งก็ได้เพื่อเคาะเรื่องนี้ หรืออาจรอพร้อมคำถามที่สองหลังจากวาระที่สองผ่านไป 15 วันก็ได้ แต่พอสภามีญัตติในเรื่องนี้ คำถามจากสภาจะถูกพุ่งตรงไป ครม.เพื่อออกพระราชกำหนดทำประชามติไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 150 วัน ซึ่งอาจลงล็อก 29 มี.ค.69 และเมื่อยุบสภาตาม MOA ซึ่งสามารถลงในวันเดียวกันได้ ตนหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น

ไม่ว่าคำถามที่สองจะผ่านการพิจารณาหรือไม่ ก็หวังว่าอย่างน้อยจะได้คำถามที่หนึ่ง ตรงนี้สำคัญเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะการเลือกตั้งใช้ประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่หากเป็นเฉพาะการทำประชามติอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท หากการทำประชามติแยกกับการเลือกตั้งงบประมาณจะอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท แต่หากทำพร้อมกันจะสามารถลดรายจ่ายได้ 4,000-5,000 ล้านบาท ตนจึงหวังว่าทั้งรัฐธรรมนูญและงบประมาณถือเป็นเรื่องที่สำคัญน่าจะดำเนินการตามนี้

นายนิกร กล่าวว่า โดยการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระที่สอง จากที่ตนดูมีปัญหาบ้างบางมาตรา โดยเฉพาะประเด็นที่ขัดแย้งกันกับวุฒิสภา ซึ่งการพิจารณาจะยึดตามเสียงข้างมาก วุฒิสภาไม่อาจทานเสียงของ สส.ได้ หากสู้กันวุฒิสภาไม่ชนะ แต่หากไปที่การพิจารณาวาระที่สาม เสียงจะต้องเป็น 1 ใน 3 จึงตั้งคำถามว่าจะผ่านหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ยังล่อแหลมอยู่มาก ตนคิดว่าน่าจะได้คุยกันเพื่อทำความเข้าใจทั้งสองฝ่าย

เมื่อถามว่าหากต้องการให้วันเลือกตั้งพร้อมกับการทำประชามติ การตั้งคำถามจะต้องแล้วเสร็จภายใน ธ.ค.นี้ใช่หรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า กฎหมายใหม่กำหนดไว้ แม้จะไม่ชัดแต่อ้างตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และสภาส่งไปยังครม. และครม.ต้องออกข้อบังคับว่าให้มีประชามติเกิดขึ้น ไม่น้อยกว่า 60 วัน และไม่เกิน 150 วัน และหากปลายเดือนนี้มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระสาม จะลงล็อกได้เลือกตั้ง ได้คำถามประชามติที่หนึ่งและสองพร้อมกัน

นายนิกร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีเรื่องการสู้รบชายแดน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ตั้งให้ตนเป็นประธานคณะทำงานเขียนรายงาน ซึ่งปัจจุบันประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งการเขียนรายงานเกือบจะเสร็จแล้ว และตั้งใจว่าจะให้เสร็จในวันที่ 17 ธ.ค. ซึ่งมีข้อสรุปทั้งเห็นด้วยให้ยกเลิกและไม่เห็นด้วย มีน้ำหนักใกล้เคียงกัน จึงใช้วิธีให้กรรมาธิการให้ความเห็น บันทึกเช่นเดียวกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่าใครเห็นด้วยหรือไม่ และเข้าสู่สภาทั้งหมดเพื่อจะสามารถพิจารณาได้ทัน 19 ธ.ค.

นายนิกร กล่าวว่า การศึกษา MOU 43-44 ไม่ได้ศึกษาว่าจะยกเลิกหรือไม่ แต่เกิดขึ้นภายหลัง คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็น 2 ข้างว่าจะคงไว้หรือยกเลิก แต่ปัจจุบันมีการสู้รบแนวชายแดน จึงอาจมีผลต่อการศึกษาของกรรมาธิการ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งข้อสังเกตไปยังรัฐบาล เชื่อว่าความเห็นของกรรมาธิการจะช่วยประคองประเทศไปได้อีกมิติหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน