เลขาฯกกต. เผยยังไม่รับรองผู้สมัครเลือกตั้ง 17 ราย–แคนดิเดตนายกฯ 1 คน เหตุคุณสมบัติต้องตรวจสอบ เปิดช่องอุทธรณ์ศาลฎีกาได้ ยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังไม่นิ่ง รอมท.ส่งข้อมูล 13 ม.ค. ย้ำไม่ก้าวล่วงนโยบายพรรค แค่ตรวจความครบถ้วนตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยภายหลังการประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้ กกต.ไม่ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต จำนวน 16 คน ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีก 1 คน
สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศรายชื่อ ตนยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าขาดคุณสมบัติในประเด็นใด อาจเป็นกรณีไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก่อนวันเลือกตั้ง หรืออาจมีคำพิพากษาหรือเหตุทางกฎหมายอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศรายชื่อ สามารถยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนรายชื่อผู้สมัครที่ กกต.ประกาศแล้ว หากประชาชนพบเห็นว่าผู้สมัครรายใดอาจขาดคุณสมบัติ ก็ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.ได้ภายใน 7 วันนับจากวันที่ประกาศรายชื่อ
นายแสวง กล่าวถึงจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 ว่า ขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้รับรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการจากกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากอยู่ระหว่างการประมวลและรวบรวมข้อมูลรายชื่อประชาชน ซึ่งอาจมีข้อมูลตกหล่น โดยเฉพาะหลังเพิ่งเสร็จสิ้นกระบวนการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและการลงทะเบียนประชามตินอกเขต เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา
ขั้นตอนต่อจากนี้ จะต้องสำรวจรายชื่อประชาชนในทะเบียนบ้าน ก่อนจัดพิมพ์บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อนำไปติดประกาศ ณ หน่วยเลือกตั้ง ให้ประชาชนตรวจสอบอีกครั้งว่ามีรายชื่อตกหล่นหรือมีการเพิ่มชื่อเข้ามาหรือไม่ คาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะสามารถส่งข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดให้ กกต.ได้ในวันที่ 13 ม.ค.
นายแสวง กล่าวว่า ในประเด็นการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองจำนวน 21 คณะ ซึ่งมีเสียงวิจารณ์ว่าคณะกรรมการดังกล่าว อาจมีอำนาจไปชี้ขาดว่านโยบายใดทำได้หรือทำไม่ได้นั้น การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 57 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเฝ้าระวังนโยบายบางประเภทที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ
การกำหนดนโยบายถือเป็นสิทธิของพรรคการเมืองที่มีเจตนาจะพัฒนาประเทศ โดยกฎหมายได้ออกแบบกรอบไว้ค่อนข้างยืดหยุ่น ให้พรรคการเมืองจัดทำนโยบายให้ครบถ้วนอย่างน้อย 4 ประเด็น อาทิ แหล่งที่มาของเงิน งบประมาณ ผลดีและผลเสียของนโยบาย
โดยคณะกรรมการฯไม่มีอำนาจสั่งให้พรรคยุติการเสนอนโยบายได้ มีเพียงหน้าที่ให้ข้อสังเกตและข้อมูลแก่ประชาชน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้งเท่านั้น
นายแสวง กล่าวอีกว่า หากกกต.ไปสั่งห้ามหรือตัดสินว่านโยบายใดทำไม่ได้ จะทำให้ กกต.ขาดความเป็นกลางและอาจถูกมองว่าเข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง หน้าที่ของ กกต.จึงเป็นเพียงการตรวจสอบว่านโยบายที่พรรคการเมืองเสนอมีรายละเอียดครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
เช่น กรณีระบุแหล่งที่มาของเงิน หากเห็นว่ายังไม่เพียงพอ ก็ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ ไม่ใช่เพียงเขียนลอยๆ ว่าใช้งบประมาณแผ่นดิน ทั้งนี้ ขณะนี้มีพรรคการเมือง 6 พรรค ส่งนโยบายมาให้ กกต.ตรวจสอบแล้ว โดยยังสามารถส่งเพิ่มเติมได้จนถึงวันที่ 19 ม.ค.
เมื่อถามว่าการโต้ตอบโจมตีระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนหรือโหวตเตอร์ของพรรคต่างๆ บนสื่อสังคมออนไลน์ นายแสวง กล่าวว่า ผู้สมัครและพรรคการเมืองส่วนใหญ่ มีความระมัดระวังในการสื่อสารอยู่แล้ว เนื่องจากข้อความทุกอย่างบนโซเชียลมีเดีย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้
แต่โหวตเตอร์หรือผู้สนับสนุน อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เพราะการกระทำบางอย่างอาจมีความผิดและมีโทษตามกฎหมายเดียวกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อดูแลประเด็นดังกล่าว กกต.ได้เปิดศูนย์ E-War Room เพื่อติดตามและเฝ้าระวังการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง
โดยทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก และติ๊กต๊อก เมื่อพบข้อความที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย จะมีคณะทำงานทำการวิเคราะห์ก่อนเสนอให้ กกต.พิจารณา หากเห็นว่าเข้าข่ายกระทำผิด จึงจะดำเนินการให้ลบข้อความดังกล่าวต่อไป