สุดารัตน์ ไทยสร้างไทย ชูนโยบายเติมทุนคนตัวเล็ก ให้เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ กู้ได้จริงด้วย กองทุนสร้างไทย 3 แสนล้าน ไม่ต้องใช้งบประมาณสักบาท
วันที่ 8 ม.ค.2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ Restart ประเทศไทย สร้างโอกาสให้คนตัวเล็ก คนรุ่นใหม่เข้าถึงแหล่งทุน ดอกเบี้ยต่ำที่กู้ได้จริง เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ฟื้นเศรษฐกิจไทย
ด้วย“กองทุนสร้างไทย” 300,000 ล้านบาท นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงทางการเงินที่ทำให้คนตัวเล็กไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ เพื่อเป็นอาวุธสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้โอกาส SMEs พ่อค้าแม่ขาย และคนรุ่นใหม่ ที่ถูกทอดทิ้งจากระบบธนาคารพาณิชย์ เข้าถึงแหล่งทุนได้จริง
“ใครๆก็กู้ ไปทำทุนได้” นโยบายนี้ไม่ใช้งบประมาณรัฐสักบาทเดียว โดยการออกพันธบัตรรัฐบาล ผลตอบแทน 3% เพื่อนำเงินฝากของผู้มีอันจะกิน รวมทั้งเงินฝากของกองทุนต่างๆ จำนวนเป็นล้านๆบาท ที่ปัจจุบันได้ดอกเบี้ยไม่ถึง 1% มาจัดตั้งกองทุนสร้างไทย จำนวน 300,000 ล้านบาท เพื่อนำมา ให้ SMEs ผู้ประกอบการรายเล็ก
คนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเงินทุนในการประกอบอาชีพ ได้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
เพียงเดือนละ 1% ที่กู้ได้จริง และฟื้นฟูธุรกิจ และเศรษฐกิจ ให้เดินต่อไปได้

สุดารัตน์ ชูนโยบายเติมทุนคนตัวเล็ก เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ย้ำไม่ใช้งบหลวง
นโยบายนี้เปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัว คือ
1.คนตัวเล็ก ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เพียง 1% ต่อเดือน แทนการกู้หนี้นอกระบบ ที่ดอกเบี้ยสูงถึง20%-30% ต่อเดือน
2.ผู้ที่มีเงินฝากในธนาคาร ซึ่งมีจำนวนหลายแสนล้าน ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น จากดอกเบี้ยไม่ถึง 1% เป็นได้รับผลตอบแทนสูงถึง 3%
3.ไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐ แถมรัฐยังได้กำไรส่วนต่าง 9% จากต้นทุนดอกเบี้ยพันธบัตร 3% ไปปล่อยกู้ 12% ต่อปี เพื่อไปบริหารจัดการความเสี่ยง

สุดารัตน์ ชูนโยบายเติมทุนคนตัวเล็ก เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ย้ำไม่ใช้งบหลวง
คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่าโมเดลนี้คือทางออกในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบ เพราะเป็นการประสานประโยชน์ระหว่างผู้ที่มีเงินออมซึ่งต้องการดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น กับคนตัวเล็กที่ต้องการแหล่งเงินกู้ที่กู้ได้จริงเพื่อไปทำมาหากิน
นโยบายนี้ จึงไม่ใช่การแจกเงินที่ใช้แล้วหมดไป แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ยั่งยืน ช่วยดึงประชาชนออกจากวงจรหนี้นอกระบบที่กัดกินสังคมไทยมานาน ที่สำคัญสุด คือ เป็นการบริหารจัดการงบประมาณโดยไม่ต้องใช้ภาษีของประชาชนมาเป็นต้นทุน