ธนาธร ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ “ต้มกบ” ซึมยาว ชูเมกะโปรเจกต์ ประเทศพัฒนาใน 8 ปี ลุยทำระบบบำบัดน้ำเสีย น้ำประปาดื่มได้ ขนส่งธารณะ จัดการขยะ สมาร์ทกริด เพิ่มคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาสังคม สร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ มีเทคโนโลยีของตัวเอง
วันที่ 19 ม.ค. 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน กทม. พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม รัฐบาลประชาชน พร้อมเชิญบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมของพรรคประชาชน
โดยช่วงหนึ่งของการบรรยาย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้เป็นหนึ่งในผู้บรรยายในหัวข้อ “Orange Megaprojects: แนวทางการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลประชาชน”
นายธนาธร ระบุว่า เป็นที่น่าเสียใจที่ที่ผ่านมาคนจำนวนหนึ่งมองเศรษฐกิจไทยแล้วบอกว่าควรมีการเน้นไปที่ภาคบริการและภาคการเงินเป็นหลัก แต่ถ้าทำเช่นนั้นสิ่งที่ประเทศไทยจะเจอก็คือการถอนคันเร่งจากภาคอุตสาหกรรมเร็วเกินไป
นายธนาธร กล่าวต่อว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย 30 ปีที่ผ่านมา ในทศวรรษ 2530 ประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3% ทศวรรษที่ 2540 เติบโตเฉลี่ย 5.3% ทศวรรษ 2550 เติบโตเฉลี่ย 3.2% และปัจจุบัน 2%
นายธนาธร กล่าวอีกว่า การมีวิกฤตเศรษฐกิจเป็นครั้งๆ แก้ง่ายกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 วิกฤตซับไพรม์ หรือโควิดที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเจอกับต้มยำกุ้งมาแล้ว แต่สิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้คือ “ต้มกบ” ซึมยาวและความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง
นายธนาธร กล่าวต่อว่า จากตัวเลขล่าสุดที่อยู่บนฐานข้อมูลของรัฐ เดือนพฤศจิกายน 2568 อัตราการใช้กำลังการผลิตของประเทศไทยต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ตั้งแต่โควิดมาไม่มีช่วงไหนต่ำมากกว่านี้อีกแล้วคืออยู่ที่ 56% นักอุตสาหกรรมอย่างเรารู้กันดีว่าถ้าอัตราการใช้กำลังการผลิตวิ่งไม่ถึง 60-75% ไม่มีทางที่เราจะซื้อเครื่องจักรใหม่หรือลงทุนใหม่ได้
นายธนาธร กล่าวอีกว่า ต่อให้อัดภาคการบริโภคเข้าไปก็ไม่ใช่ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น การอัดการบริโภคเข้าไปในระบบไม่เท่ากับการใช้เครื่องจักรมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรม พรรคประชาชนจึงเสนอว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทบทวนบทบาทของเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของรัฐ นั่นคือการใช้จ่ายภาครัฐ
ในภาวะที่ประเทศมีปัญหาทางการคลัง ไม่ได้มีเงินเยอะเหมือนเมื่อก่อน หมายความว่าต้องยิงให้แม่น งบประมาณรัฐตอนนี้ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้แล้ว บทบาทใหม่ที่พรรคประชาชนคิดถึงคือ 1.ต้องเพิ่มคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาสังคมได้ 2.ต้องสร้างงานที่มีคุณภาพได้ 3.ต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ มีเทคโนโลยีของไทยเอง และ 4.ทำให้ประเทศไทยพร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต
นายธนาธร กล่าวอีกว่า รัฐบาลประชาชนจึงคิดเมกะโปรเจ็กต์ 6.27 แสนล้านบาท ภายใน 8 ปี ที่จะเป็นการใช้งบประมาณที่จะแก้ปัญหาสังคมได้ ขณะเดียวกันจะได้การพัฒนางานและเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทยเองด้วย ทั้งเรื่องระบบบำบัดน้ำเสีย 6 หมื่นล้านบาท น้ำประปาดื่มได้ 7.5 หมื่นล้านบาท
ขนส่งสาธารณะ 3.7 หมื่นล้านบาท การจัดการขยะ 1.83 แสนล้านบาท โรงเรียน 5 หมื่นล้านบาท โรงพยาบาล 3 หมื่นล้านบาท โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 1.92 แสนล้านบาท เป้าหมายของพรรคประชาชนคือการทำให้บริการสาธารณะต่างๆ เหล่านี้เป็นแบบประเทศโลกที่หนึ่งภายใน 8 ปี
เช่น บ่อขยะในประเทศไทยปัจจุบันมีเพียง 1% ที่ได้มาตรฐานของกรมอนามัย อีก 99% ผิดมาตรฐานของกรมอนามัย ถ้าอยากยกระดับคุณภาพชีวิตไม่ให้มีสารเคมีและมลพิษปนเปื้อนเข้าไปในดินและน้ำของประเทศ ประเทศไทยต้องกลับมาฟื้นฟูกระบวนการจัดการขยะใหม่ และการจัดการขยะนี้จะนำไปสู่การสร้างงานและเทคโนโลยีในการจัดการขยะ
นายธนาธร กล่าวต่อว่า โครงการเหล่านี้จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศจากนักอุตสาหกรรมได้ เช่น เรื่องของสมาร์ทกริด ลักษณะกริดของประเทศไทยปัจจุบัน มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้ดูแลโครงข่ายแรงสูงและผู้ผลิต โดยมีลักษณะที่เรียกว่า Single Buyer หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเจ้าเดียวเป็นผู้ซื้อ ผู้ผลิตเอกชนทั้งหมดขายให้ที่เดียว มีการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดูแลสายส่งแรงต่ำและการขายปลีกไฟฟ้า
นายธนาธร กล่าวอีกว่า อนาคตที่พรรคประชาชนมองเห็นและออกแบบไว้คือรัฐทำหน้าที่เป็นคนดูแลสายส่งและระบบ สร้างตลาดกลางพลังงานขึ้นมา เปิดให้มีการแข่งขันในฝ่ายผลิต และเปิดให้มีการแข่งขันในการค้าปลีก ประชาชนมีตัวเลือกในการซื้อแพ็กเกจไฟฟ้าเหมือนเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ ผู้ขายสามารถเลือกขายแพ็คเกจไฟได้ตามแต่รสนิยมของผู้บริโภค เคาะราคากันในตลาดพลังงาน
นายธนาธร กล่าวต่อว่า ส่วนขาการผลิต เปิดให้มีการผลิตโดยแพร่หลาย ให้เกิดการแข่งขันไม่ให้ผูกขาด แต่ถ้าจะทำแบบนี้ หมายความว่ากริดของประเทศไทยต้องสมาร์ทมากขึ้น หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมาร์ทกริดคือระบบที่จะทำให้รถไฟฟ้าของทุกคนจะไม่ใช่เป็นแค่ยานพาหนะ แต่จะเป็นแหล่งเก็บพลังงานด้วย
นายธนาธร กล่าวอีกว่า ถ้าขับรถกลับจากที่ทำงานแล้วแบตเตอรี่ยังมีพลังเหลืออยู่ ตอนเย็นช่วงหัวค่ำไฟแพงอาจจะขายไฟจากรถเข้าสู่กริด แล้วไปเสียบเติมไฟอีกทีตอนตีหนึ่งที่ไฟราคาถูกกว่าได้ ไม่ว่าอย่างไรประเทศไทยก็ต้องเดินไปสู่การมีสมาร์ทกริด ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะในอนาคตทุกคนจะเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงาน
นายธนาธร กล่าวต่อว่า ถ้าทุกคนติดโซลาร์ ไฟที่ใช้ไม่หมดก็ขายกลับเข้ากริดได้ มิเตอร์ไฟฟ้าจะต้องหมุนถอยหลังได้ ระบบกริดของประเทศไทยจะต้องมีตัวแปลงไฟจากสูงไปต่ำและต่ำไปสูงระหว่างเอซีกับดีซีตลอดเวลา
นายธนาธร กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนกริดของประเทศให้เป็นสมาร์ทกริดไม่เกินศักยภาพของคนไทยในการทำ และไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปซื้อจากจีน ซึ่งชิ้นส่วนทุกอย่างจะทำให้เกิดงานทั้งหมด จากเม็ดพลาสติกไปจนถึงปิโตรเคมี ทองแดง พีซีบี โดยไม่จำเป็นที่จะต้องผลิตทุกอย่างในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงแรก หลายชิ้นส่วนเป็นเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งประเทศไทยยังทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ซื้อเข้ามาก่อนเพื่อให้อย่างน้อยที่สุดเกิดโลคอลคอนเทนต์ให้ได้เยอะที่สุด
นายธนาธร กล่าวต่อว่า อีกนโยบายหนึ่งคือการทำขนส่งสาธารณะ ซึ่งพรรคประชาชนจะจัดให้มีการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะโดยรถเมล์อีวีปีละ 10,000 ล้านบาท ตลอด 4 ปี เพื่อให้ทุกจังหวัดมีขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะนำมาซึ่งงานและอุตสาหกรรม รัฐบาลประชาชนจะส่งเสริมผู้ผลิตรถไฟฟ้าของไทย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานวิ่งไปให้ลึกที่สุดจนถึงการแปรรูปวัตถุดิบในช่วงต้น
นายธนาธร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีอุตสาหกรรมบางส่วนที่รัฐไทยได้เดินไปบ้างแล้ว ที่มีศักยภาพมากก็เช่น เครื่องมือแพทย์ รถไฟ ป้องกันประเทศ และเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งพรรคประชาชนต้องการให้งบประมาณที่รัฐใช้ ถูกจ่ายไปให้อุตสาหกรรมไทย หลายอย่างสามารถผลิตได้ในประเทศไทย เริ่มต้นได้ทันที แม้ว่ากว่าจะพัฒนาเสร็จให้ได้มาตรฐานระดับโลกอาจจะต้องใช้เวลา 2-4 ปี แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้
ในด้านเกษตร ตั้งแต่เป็นอดีตพรรคอนาคตใหม่ อดีตพรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน เราไม่เคยบอกว่าจะให้ราคายางกิโลละเท่าไหร่ ข้าวตันละเท่าไหร่ เพราะการอุดหนุนที่ราคาไม่ได้ช่วยผลิตภาพในระยะสั้น แต่ต้องอัดด้านอุปสงค์เข้าไปพยุงเศรษฐกิจให้เอสเอ็มอียังประกอบการได้ คนไม่ตกงาน แต่ระยะยาวเวลาพูดถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่การทำดีมานด์แต่คือการจัดการด้านซัพพลายของประเทศไทยทั้งระบบ ต้องเข้มแข็งเพื่อให้แข่งขันกับโลกได้
นโยบายเกษตรของพรรคประชาชนจึงจะเป็นการเชื่อมระหว่างเกษตรกับอุตสาหกรรม รัฐเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมผ่านคูปองเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร เป็นการอุดหนุนที่ไม่ใช่ด้านราคา แต่เป็นการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขให้ตรงกับเกษตรกร
แน่นอนว่ากองทุนเพื่อเสถียรภาพราคาพืชผลการเกษตรยังต้องมีอยู่ แต่ไม่ได้ไปอุดหนุนราคาตรงๆ ต้องเอาเงินก้อนนั้นกลับมาเปลี่ยนเป็นการส่งเสริม ยกตัวอย่างเรื่องของการตากข้าว ที่ยังคงเกิดขึ้นในประเทศไทย เกษตรกรสามารถนำคูปองไปจ้างผู้ให้บริการอบข้าวแทนได้
นายธนาธร กล่าวต่อว่า เมื่อผู้ให้บริการได้รับคูปองมา ให้บริการแล้วก็เอาคูปองไปขึ้นเงินสดได้ เมื่อมีดีมานด์มากขึ้น มีการลงทุนมากขึ้น ก็จะนำมาสู่การสั่งอุปกรณ์เครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น หรือการเผาในพื้นที่เกษตร รัฐบาลสามารถจัดคูปองให้เกษตรกรเอาไปจ้างผู้ให้บริการอัดฟางได้ เมื่อเกษตรกรใช้บริการ มีความต้องการเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการสั่งซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น
นี่คือกระบวนการผลักดันความต้องการให้กลับมาสู่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยที่รัฐไม่ได้สนับสนุนแค่ฝั่งเกษตรกร แต่เป็นการสนับสนุนฝั่งอุตสาหกรรมด้วย เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการของไทยที่สามารถออกแบบและผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทยเองได้
นายธนาธร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าตนไปคุยกับภาคอุตสาหกรรมไหน ทุกคนต่างรู้สึกเหี่ยวเฉากันหมด ถึงเวลาแล้วที่ต้องชุบชีวิต จุดไฟให้อุตสาหกรรมไทย ให้กลับมาโชติช่วงชัชวาลอีกครั้ง รัฐบาลประชาชนจะทำให้นักอุตสาหกรรมไทยกล้าลงทุน
อย่างแรกที่สุดคือดีมานด์ต้องชัด ตลาดในระยะยาวมีความเสมอต้นเสมอปลาย เช่น เรื่องของสมาร์ทมิเตอร์ ถ้าจะทำให้เสร็จภายใน 15 ปี ปีละ 2,000,000 ชิ้น นักอุตสาหกรรมย่อมมองเห็นแล้วว่ามีดีมานด์ปีละ 2,000,000 ชิ้น เห็นแล้วว่ารัฐจะจัดซื้อทุกปีจนครบ 30,000,000 ชิ้นภายใน 15 ปี มูลค่านี้ต้องเป็นยอดขายของอุตสาหกรรมไทย และอนาคตต้องผลักดันให้นำไปสู่การส่งออกด้วย
นายธนาธร กล่าวอีกว่า เมื่ออุตสาหกรรมไทยเก่งพอแล้วก็ต้องเอาไปต่อยอด เอาสินค้าส่งไปขายในโลก ไปดึงมูลค่าเพิ่มจากตลาดโลกมาแบ่งในประเทศไทย
ในเรื่องของทักษะแรงงาน รัฐบาลประชาชนมีโครงการเกี่ยวกับการเพิ่มทักษะในภาคอุตสาหกรรมหลายนโยบาย โดยใช้เครื่องมือที่รัฐมีอยู่แล้ว นำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ ประมาณ 10,000 ล้านบาท
นายธนาธร กล่าวต่อว่า การพัฒนาซัพพลายให้แข่งขันกับโลกได้ ใช้เงินน้อยแต่ใช้ความพยายามสูง ถ้าเอาไปอัดฝั่งดีมานด์ย่อมอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าเอามาพัฒนาซัพพลายจะทำให้นักอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ นำหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของรัฐมาช่วยในการทดสอบ นำมหาวิทยาลัยของรัฐมาร่วมพัฒนา ทำให้ครบทั้งซัพพลายเชน
นายธนาธร กล่าวอีกว่า ประเทศไทยไม่สามารถเจริญและก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ถ้าไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะถอนคันเร่งออกจากภาคอุตสาหกรรม วันนี้อินโดนีเซียสร้างรถไฟเองได้แล้ว อินเดียพัฒนาอุตสาหกรรมหลังประเทศไทยก็สร้างรถไฟเองได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราคนไทยต้องอย่าเพิ่งหมดหวังและหมดกำลังใจในการส่งเสริมมภาคอุตสาหกรรมไทย


