ไทยสร้างไทย ผนึกหอการค้าไทย ชูวาระ Zero Corruption ปลดล็อกกฎหมายล้าสมัย แก้หนี้ SME ดันกองทุน 3 แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ

วันที่ 22 ม.ค.2569 ที่พรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ และ นายวัชรพงศ์ อัศวรุ่งสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค ได้เข้าประชุมหารือร่วมกับคณะผู้บริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะรองประธานกรรมการ ได้แก่ นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล, ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ และนายอธิป พีชานนท์

การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่บทบาทใหม่ของหอการค้าไทยในการเป็น “แพลตฟอร์มกลาง” เพื่อผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมาย โดยเฉพาะวาระเร่งด่วนอย่างการแก้ไขปัญหาหนี้สิน SME และการขับเคลื่อนนโยบาย “Zero Corruption” หอการค้าไทยไม่ทนต่อการทุจริต

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย เสนอแนวคิดพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยผ่านการจัดตั้งกองทุนสร้างไทยก้าวแรกจะทำเป็น SME Sandbox วงเงิน 300,000 ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรดอกเบี้ย 3% เพื่อระดมเงินฝากจากธนาคารมาปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรงผ่านองค์กรภาคเอกชน เช่น หอการค้าไทย เพื่อตัดวงจรอุปสรรคจากระบบธนาคารและแบงก์ชาติที่ทำให้คนตัวเล็กเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการปฏิรูปกฎหมายผ่าน “Super Act” เพื่อพักการใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินกว่า 1,000 ฉบับภายใน 1 ปี ควบคู่ไปกับการยกระดับภาคเกษตรสู่การเป็น “Food Bank ของโลก” โดยชูโมเดลการเกษตรแม่นยำและการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดต้นทุนพลังงานสะอาดให้กับ SMEs ทั่วประเทศ

ในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน คุณหญิงสุดารัตน์ หนุนจุดยืน “Zero Corruption” โดยเตรียมเสนอรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ที่เน้นการสร้างกลไกตรวจสอบโดยภาคประชาชน (ป.ป.ช. ภาคประชาชน) ซึ่งให้อำนาจภาคเอกชนและประชาชนสามารถฟ้องร้องเอาผิดนักการเมืองและข้าราชการที่ทุจริตได้โดยตรง รวมถึงสนับสนุนการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระเหลือ 50,000 รายชื่อ เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

พรรคไทยสร้างไทยยืนยันเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 แต่จะมุ่งเน้นการคืนสิทธิและโอกาสในการสร้างรายได้ให้ประชาชน เพื่อขจัดระบบอุปถัมภ์ที่กัดเซาะเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน และขับเคลื่อนประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักความยากจนได้อย่างยั่งยืน

ดร.โภคิน พลกุล นำเสนอแนวคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยโดยเน้นการ “ปลดปล่อย” (Liberate) ประชาชนจากกฎหมายและระเบียบราชการที่ล้าหลัง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินและเอื้อต่อการคอร์รัปชัน โดยเสนอให้ “แขวนกฎหมาย” ที่เป็นอุปสรรคในการทำมาหากินชั่วคราว เพื่อให้ SMEs กว่า 2.8 ล้านรายสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ทันทีและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนบทบาทรัฐจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” (Facilitator) ที่ใช้เทคโนโลยีลดขั้นตอน ลดต้นทุนแฝง และขจัดระบบอุปถัมภ์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณจากคอร์รัปชันได้กว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี

ในระยะยาว ดร.โภคิน ย้ำการวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน 4 ด้านหลัก ได้แก่ อาหาร, สุขภาพ, ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางภูมิภาคในโลกยุค Global South เป้าหมายคือการสร้าง “Green Zone” หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ประชาชนมีความมั่นคงตั้งแต่เกิดจนแก่ โดยมีกฎหมายที่เอื้อต่อการสร้างพลังทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน แทนที่การใช้จ่ายในรูปแบบประชานิยมที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง

ซึ่งเห็นตรงกับ สภาหอการค้าไทย ซึ่ง ดร.พจน์ได้ประกาศบทบาทเชิงรุกในการผลักดันการปฏิรูปประเทศผ่านนโยบาย “ปลดล็อกศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับวาระ “Zero Corruption” หรือการไม่ทนต่อการทุจริต ซึ่งเป็นความร่วมมือภาคีเครือข่ายใหญ่เพื่อขจัดการซื้อเสียงและการคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งปฏิรูประบบราชการและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อช่วยเหลือ SME พร้อมย้ำให้ปรับเปลี่ยนนโยบายประชานิยมจากการแจกเงินเป็นการสร้างงานและสร้างกลไกความร่วมมือรัฐ-เอกชนที่เข้มแข็ง เพื่อขจัดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นบนรากฐานของความโปร่งใสและหลักนิติธรรมอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน