ภูมิธรรม สรุปไทม์ไลน์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคเพื่อไทย รัฐบาลไม่ได้พูด แต่ทำจริง เรื่องความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องสร้างภาพ

วันที 28 ม.ค.2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า

ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังจะตัดสินใจเลือกอนาคตของตนเอง การเมืองเข้มข้น ความคิดเห็นอาจแตกต่าง และมีการถกเถียงเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมือง มีบางเรื่องที่ควรถูกวางไว้เหนือความขัดแย้งและคะแนนนิยมนั่นคือ เรื่องของอธิปไตย ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของประเทศ

โดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อนและกระทบกับชีวิตของพี่น้องประชาชนและกำลังพล ผมคิดว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

เพราะทุกการตัดสินใจในเรื่องนี้ส่งผลต่อประเทศชาติ และชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนโดยตรงจากจุดนี้ ผมจึงอยากอธิบายให้สังคมเข้าใจอย่างตรงไปตรงมาถึงแนวคิด วิธีการทำงาน และการบริหารจัดการสถานการณ์ไทย–กัมพูชา

ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงของประเทศ เรายึดหลักชัดเจนว่า ความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ไม่ใช่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า หรือคะแนนนิยมทางการเมือง

ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ผมได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบคอบ จริงจัง และเป็นระบบ ทั้งในมิติการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ และการปฏิบัติการทางทหาร

จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชานั้น มาจากความจริงจังของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด โดยช่วงต้นปี 2568 เริ่มมีความร่วมมือของไทย–จีน–เมียนมาร์
และขยายผลไปถึงเครือข่ายประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการตามอำนาจรัฐ

เช่น การตัดไฟฟ้า (แม้ว่าพรรคที่กำกับดูแลในขณะนั้นจะออกอาการอิดออดไม่ยอมสั่งการทันที) และสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อตัดวงจรอาชญากรรม ปกป้องประชาชน และรักษาความมั่นคงของประเทศ อันนำมาสู่การจุดประเด็นความขัดแย้งในแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในเวลาต่อมา

กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ศาลาตรีมุขถูกเพลิงไหม้ในช่วงเดือน ก.พ.2568 รัฐบาลไม่ได้มองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะจุด แต่ประเมินว่าเป็นสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงโดยรวมของแนวชายแดน หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ผมได้หารือกับผู้บัญชาการทหารบกและสั่งการไปยังกองทัพ คือ การปรับรูปแบบการฝึกซ้อมทางทหารประจำปีทั้งระบบ จากเดิมที่ฝึกตามวงรอบในค่ายทหารทางภาคกลาง มาเป็นการฝึกและซ้อมรบตามพื้นที่จริง ตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

เดือน พ.ค.2568 เราตรวจพบทหารกัมพูชาเข้ามาวางกำลังในพื้นที่ “ช่องบก” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิ์ทับซ้อน และเกิดเหตุปะทะ มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 คน สถานการณ์ความขัดแย้งมีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรงอันจะนำมาซึ่งความสูญเสียของกำลังพลและประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน

จนในวันที่ 8 มิ.ย.2568 รัฐบาลสามารถเจรจาให้ทหารกัมพูชาถอนกำลังออกจากพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนของ 2 ประเทศ และฝังกลบแนวคูเลต พร้อมทั้งปรับกำลังของทั้งสองฝ่ายไปอยู่ในแนวพื้นที่ที่ได้ตกลงกันไว้ในช่วงปกติเมื่อปี 2567

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้ปะทุความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในเดือน ก.ค.2568 เมื่อทหารไทยเหยียบกับระเบิดได้รับบาดเจ็บ และต่อมาเกิดเหตุปะทะโ ดยฝ่ายกัมพูชาเริ่มเปิดฉากยิงก่อน บริเวณพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ และนำไปสู่การปะทะลามพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี

ในสถานการณ์ดังกล่าวรัฐบาลได้สนับสนุนการเพิ่มกำลังพลและยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน เพื่อให้กองกำลังทุกเหล่าทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ ในบางช่วงสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนใหญ่และอาวุธหนักระดมยิง อย่างไม่มีเป้าหมายเข้ามาในเขตไทย ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิต รวมทั้ง สร้างความเสียหาย กับปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาลร้านค้าและบ้านเรือน จนต้องอพยพประชาชนนับแสนคน

รัฐบาลอนุมัติให้มีการปฏิบัติการทางทหารอย่างเด็ดขาดต่อเป้าหมายทางทหาร ที่เป็นภัยต่ออธิปไตยของประเทศ อย่างเช่น การที่กองทัพอากาศส่งฝูงบิน F-16 จากกองบิน 1 (โคราช) และ Gripen จากกองบิน 7 (สุราษฎร์ธานี) เข้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ เน้นเฉพาะ “เป้าหมายทางทหาร” การหารือกับผู้บัญชาการทหารเรือสั่งการให้มีการเฝ้าระวังปากอ่าวบริเวณเกาะกูด เป็นต้น

ปฏิบัติการดังกล่าวล้วนเป็นการดำเนินการอย่างแม่นยำเฉพาะพื้นที่ทางการทหารของกัมพูชา ทำให้กองทัพไทยสามารถยึดคืนและควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญได้ 11 จุด ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลในเวลา 24.00 น ของวันที่ 28 ก.ค.2568 และทำให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับเข้าสู่การควบคุมของฝ่ายไทย

การดำเนินการทั้งหมดนี้ เป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ซึ่งหลายเรื่องไม่ได้ถูกนำมาแถลงหรือขยายผลทางการเมืองแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เพราะเรื่องความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องสร้างภาพ แต่เป็นเรื่องที่ตัดสินใจยาก ต้องมีทั้งความรอบคอบ และเด็ดขาด ด้วยความรับผิดชอบอย่างดีที่สุดต่อชีวิตของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ตามแนวชายแดน และอธิปไตยของชาติ

ผมสรุปไทม์ไลน์การดำเนินงานในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ในแผนภาพ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลไม่ได้พูด แต่ทำจริงในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยยึดหลักการสำคัญอย่างชัดเจน 3 ประการ คือ

  • 1.ไม่ยินยอมให้มีการเสียดินแดนของประเทศไทยแม้แต่ ตารางนิ้วเดียว
  • 2.ใช้ยุทธศาสตร์ทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ “โลกล้อมกัมพูชา” ทำให้โลกเข้าใจเราเพื่อให้การปกป้องอธิปไตยของไทย มีความชอบธรรมในสายตานานาชาติ
  • 3.ยึดหลักสากลและแนวทางสันติวิธีแสดงให้โลกเห็นว่า ประเทศไทยพยายามอย่างถึงที่สุดในการแก้ไขปัญหาโดยการตอบโต้ทางการทหารอย่างเหมาะสม เพื่อลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของกำลังพลและประชาชนตามแนวชายแดนอย่างดีที่สุด

ความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เรื่องของคำพูดไม่กี่ประโยค ไม่ใช่เรื่องของคลิปเสียง หรือการกล่าวหาใดๆ แต่คือ การตัดสินใจในยามคับขัน การลงมือทำเมื่อถึงเวลาและความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ

พรรคเพื่อไทยยืนยันมาโดยตลอดว่า เราจะปกป้องอธิปไตยของประเทศอย่างถึงที่สุดควบคู่กับการรักษาสันติภาพ และผลประโยชน์ระยะยาวของชาติเพราะเรื่องชาติ ต้องอยู่เหนือเรื่องการเมืองเสมอ และผมเชื่อมั่นว่า คนไทยทุกคนมีเลือดรักชาติไม่แตกต่างกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน