กัณวีร์ ขึ้นรถแห่ทั่วปัตตานี ชวนฟังปราศรัยใหญ่ อัพเกรด ปาตานี เย็นนี้ ชูสันติภาพกินได้ ต้องหยุดความรุนแรง แก้เศรษฐกิจปากท้อง ต้องให้การเจรจาเกิดขึ้นในไทย

วันที่ 5 ก.พ. 69 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับผู้สมัคร สส. ของพรรค ได้แก่ นายไซนุดิง ยูโซะ ผู้สมัคร สส. เขต 4 ปัตตานี และนายอุสมาน ดาโอะ ผู้สมัคร สส. เขต 2 นราธิวาส ที่บริเวณร้านโรตีบังหนูด จ.ปัตตานี เพื่อทานข้าวเช้า

บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างอบอุ่น ประชาชนให้การต้อนรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพกับ นายกัณวีร์อย่างเป็นกันเอง

นายกัณวีร์ ได้ขึ้นรถแห่ทั่วเมืองปัตตานี ลงหาเสียงที่ตลาดเทศวิวัฒน์ แนะนำพรรคพลวัต เบอร์ 7 ย้ำว่าเป็นการลงพื้นที่ เพื่อย้ำเบอร์ ให้ประชาชนจะไม่เกิดความสับสน และประชาชนต้อนรับเป็นอย่างดี

แม่ค้าท่านหนึ่ง ได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจในการค้าขาย ว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ตอนนี้เนื่องจากไม่มีใครมาท่องเที่ยวและมาซื้อของ และถามถึงนโยบายของพรรคพลวัต ว่ามีแนวทางจะแก้ไขปัญหาอย่างไรให้ตอบโจทย์กับเศรษฐกิจในพื้นที่

นายกัณวีร์ ตอบคำถามกับแม่ค้าดังกล่าวว่า ทางนโยบายของพรรคพลวัต มองเห็นถึงปัญหาการพูดคุยสันติภาพเพราะเนื่องจากในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 อำเภอในสงขลา ความไม่สงบมีมาโตลอด โดยไม่ได้รับการแก้ไข นักท่องเที่ยวก็ไม่มีมาเที่ยว และประชาชนก็ไม่กล้ามาซื้อของ เนื่องจากกังวลและหวาดกลัวเหตุการณ์ไม่สงบ

กัณวีร์

นายกัณวีร์ ให้สัมภาษณ์เรื่องเศรษฐกิจชุมชนว่า นโยบายของพรรคพลวัต ที่อยากจะส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เรียกทำให้ประชาชนยืนด้วยขาตัวเองได้ เอาต้นทุนของแต่ล่ะพื้นที่ มาเพิ่มมูลค่าเพิ่ม ให้เกิดการมีคุณค่า อาชีพและรายได้เป็นของตัวเองได้ สามารถเห็นโครงสร้างที่จะตอบโจทย์กับคนในพื้นที่ ดังนั้น พรรคพลวัต มองเห็นปัญหาตรงนี้

ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ที่เน้นแค่ตัวเลข GDP อย่างเดียวนั้น ยังไม่ตอบโจทย์พื้นที่ชายแดนภาคใต้หรือพื้นที่อื่น ๆ ทั่วไทย เพราะหลายพรรคลืมเรื่องเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จะทำให้พี่น้องในทุกพื้นที่ยืนด้วยขาของตัวเองได้

เราต้องมองบริบทเชิงพื้นที่ที่เอาความเข้มแข็งและความร่ำรวยของทรัพยากรต้นทุนทางธรรมชาติมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เขาหาเงินและสร้างงานได้ในบ้านเกิดของตัวเอง หากเรามองเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนหรือวิสาหกิจชุมชนที่จะทำให้เกิดพลวัตขึ้นมาได้ มันจะช่วยแก้ปัญหาที่พรรคใหญ่ ๆ มักมองแต่ภาพบน แต่ลืมฐานราก จนกลายเป็นพีระมิดฐานคว่ำ ที่ล้มได้ง่ายและทำให้ประชาชนไม่รู้สึกปลอดภัยกับเรื่องเศรษฐกิจ

อย่างในจ.ปัตตานี เราลงไปดูเรื่องการทำคราม การทำผ้าสีคราม ซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เป้าหมายคือการดึงจุดแข็งของชุมชนมาขยายตลาดและสร้างห่วงโซ่อุปทานต่อไป หรืออย่างพี่น้องที่อำเภอจะนะ ที่ทำปลาเส้น ซึ่งมีมูลค่ามากในการขายทั้งในประเทศและเวทีโลก สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือสนับสนุนการตลาดต่างประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโต

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “กือโปะ” ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เราสามารถเพิ่มมูลค่าได้ ในไทยขายถุงละ 50 บาท แต่พอไปอยู่ในภัตตาคารทีตะวันออกกลางสามารถขายได้จานละ 1,500 บาท นี่คือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่รัฐบาลต้องเปิดตลาดการพาณิชย์ให้ได้เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน

นายกัณวีร์ กล่าวว่า ปัญหาชายแดนใต้ เราต้องเน้นเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่มองแค่โครงสร้างใหญ่ๆ แต่ต้องดูว่าแต่ละพื้นที่มีความเข้มแข็งและทรัพยากรอะไร แล้วรัฐเข้าไปเสริมในสิ่งที่ขาด เช่น การนำนวัตกรรมมาช่วยแปรรูปวัตถุดิบอาหารทะเลที่มีอายุสั้นให้เก็บได้นานขึ้นและส่งออกได้ หรือการสร้างเรื่องราว (Storytelling) ให้กับสินค้า

อย่าง “ข้าวหนองจิก” เพื่อทำ Branding ให้คนต้องมาซื้อข้าวที่นี่และสร้างรายได้ให้พื้นที่ รัฐต้องเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการอัปสกิลและรีสกิลคนในท้องถิ่นให้มีทักษะเข้มแข็งขึ้น

สุดท้ายคือเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ เมื่อเกิดเหตุรุนแรง คนก็ไม่กล้าออกมาซื้อของ ความเชื่อมั่นจากภายนอกก็หายไป ดังนั้นการแก้ปัญหาความมั่นคงและการพูดคุยจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

หากเราไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุของความไม่สงบ ไม่ว่าจะทุ่มงบประมาณลงมาเท่าไหร่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มันก็จะหายไปเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะพอมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นครั้งเดียว ทุกอย่างที่สร้างมาก็หมดไป เรื่องความสงบจึงเป็น Priority สูงสุดที่ต้องจัดการเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ส่วนการพูดคุยสันติภาพ นายกัณวีร์ กล่าวว่า พรรคพลวัตเรายังยืนยันว่าจำเป็นต้องมีการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่ประเทศไทย และจำเป็นต้องให้ทุกคนมานั่งคุยต่อหน้าประชาชน และการพูดคุยจำเป็นต้องพูดคุย 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาลไทย ฝ่าย BRN รวมถึงตัวแทนประชาชน และอาจรวมถึงกลุ่มอื่นๆ ที่เขาบอกว่าเขาก็มีส่วนร่วมในกระบวนการพูดคุย

เราต้องเปิดกว้างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นี่คือกระบวนการพูดคุยคือการครอบคลุม Comprehensive Approach แล้วเอาทุกคนมานั่งคุยกันให้ได้ทั้งหมด และต้องพูดคุยในประเทศไทย

ส่วนคนที่พูดคุยจำเป็นต้องได้รับ immunity หรือการคุ้มครองพวกเขา ส่วนมากแล้วเกือบ 100% พวกเขามีคดีความมั่นคง จำเป็นให้เขามาพูดคุยต่อหน้าประชาชน ซึ่งประชาชนในพื้นที่จะเป็นคนบอกว่าพวกคุณเป็นตัวแทนเขาจริงๆ หรือไม่ ฉะนั้น ต้องมีการพูดคุยในประเทศไทย

ตนยังยืนยันว่าการพูดคุยต้องเป็นแบบกระบวนการแบบครอบคลุม ให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมเป็นตัวแทนพูดคุย แต่ให้ประชาชนเจ้าของพื้นที่เป็นคนนำในการพูดคุย เพราะเขาเป็นผู้ได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนานเกือบ 100 ปี พวกเขาจะต้องเป็นคนบอกว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ไม่ใช่พวกคุณที่เอาปืนเอาอาวุธสงครามมาห้ำหั่นกัน ไม่ได้ เอาประชาชนมาเป็นส่วนกลางให้ได้ การมีส่วนร่วมของประชาชนสำคัญที่สุดในกระบวนการพูดคุยสันติภาพ

เมื่อถามถึงการออก พ.ร.ก.สันติภาพ ที่พรรคประชาชาติเสนอนั้น นายกัณวีร์ตอบว่า จริงๆ แล้วตัว พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.อะไรก็ตาม มันจะเริ่มต้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีการพูดคุยมาก่อน ตอนนี้มีกระบวนการการพูดคุยมา 10 กว่าปีแล้ว ฉะนั้นถ้าเราจะหยุดชะงักลง ณ ปัจจุบันนี้ เราจะเริ่มต้นจากไหน เราจะเริ่มต้นจากการกำหนดการร่างกฎหมายขึ้นมา แล้วให้มีการพูดคุย ตนตอบว่าค่อนข้างยาก

เราต้องเริ่มต้นจากการพูดคุยที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ และขยายให้การพูดคุยครอบคลุมมากขึ้น จากนั้นเราค่อยตรากฎหมาย ซึ่งตนเสนอให้ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะกระทบต่อประเทศไทยทั้งระบบ ซึ่งการพูดคุยการสร้างสันติภาพต้องเข้าไปอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด

ในระหว่างการลงพื้นที่ นายกัณวีร์ ได้เชิญชวนประชาชนร่วมรับฟังการปราศรัยใหญ่ของพรรคพลวัต ภายใต้หัวข้อ “อัปเกรดปาตานี”จัดขึ้นในวันนี้(5 ก.พ.) เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป ที่ลานสนามออมทองหน้าโรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน