อดีตสส.ปทุมธานี ปชน. ร้องสคส. เอาผิดทั้งทางปกครองและอาญา กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งทำข้อมูลประชาชนรั่วไหล สั่งทำลาย บาร์โค้ดแถวล่างทิ้ง ลั่นไม่มีประโยชน์ ทำคูหาเลือกตั้งให้ปลอดภัยไม่ใช่กล้องสอดแนม
เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัครสส.เขต 7 ปทุมธานี พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ก่อนไปยื่นคำร้องต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ให้เอาผิดกกต. กรณีจัดทำบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ที่สามารถทำให้สอบทานกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวผิดกฎหมายข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่ผ่านมาก็เคยเอาผิดแล้วในการทำข้อมูลรั่วไหล แต่ยังไม่เคยเอาผิดในขั้นของการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคำร้องของตนจะเอาผิดตั้งแต่ ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล จนถึงขั้นตอนการเผยแพร่ การติดบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้สามารถ ค้นไปถึงคนที่กาบัตรว่าคือใคร สามารถติดตามได้ทั่วประเทศไทย
ถือเป็นความผิดตามมาตรา 19 เป็นการเก็บข้อมูลข่าวสารโดยไม่ได้รับการยินยอม มาตรา 22 กำหนดว่าการเก็บข้อมูลต้องเก็บเท่าที่จำเป็น แต่คิวอาร์โค้ดไม่มีความจำเป็น ต่อการนับคะแนน มาตรา 23 การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า แต่ครั้งนี้ก็ไม่มีการแจ้งเช่นกัน
มาตรา 26 ห้ามไม่ให้มีการเก็บข้อมูลความคิดเห็นทางการเมือง โดยไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของความเห็น ซึ่งอันนี้สำคัญที่สุดมีความผิดทางอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ดังนั้น ตนจึงต้องให้ สคส. ตรวจสอบว่าบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งนั้น ย้อนกลับไป ถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากคำแถลงของกกต.นั้นก็ชัดเจนแล้วว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ การตรวจคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ถึงแม้จะไม่ได้ลิงก์ โดยตรงไปยังต้นขั้ว แต่ถ้าเรามีฐานข้อมูล ที่จับคู่ระหว่างเลขที่บัตรกับคิวอาร์โค้ดดังกล่าวก็ตรวจได้โดยตรงเช่นกัน
ตอนนี้ ขอให้ทำลายบัตร หรือแยกต้นขั้ว แยกบาร์โค้ด ออกจากบัตรเลือกตั้งอย่างถาวร จะใช้วิธีการทำลายทิ้งก็ได้ เพื่อไม่ให้เชื่อมข้อมูลต่อไป เพราะบาร์โค้ดจะอยู่ด้านล่าง ไม่มีความจำเป็นก็ตัดออก รายละเอียดของเบอร์ผู้สมัครยังอยู่ข้างบน และขอให้ สคส.ลงโทษ กกต. ทั้งทางอาญาและปกครอง
กกต.อาจมีข้อโต้แย้ง ว่าการจัดการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของกกต. กกต.สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ ซึ่งตามกฎหมาย pcpa มาตรา 4 (4) แม้จะมีข้อยกเว้นว่าทางรัฐสภา หรือองค์กรที่แต่งตั้งโดยรัฐสภา สามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้เพื่อการพิจารณาคดี แต่ไม่ใช่การเก็บรวบรวมเพื่อการบริหาร
การพิมพ์บัตรที่มีบาร์โค้ดเป็นขั้นตอนของการบริหารจัดการ การนับคะแนนยังอยู่ในขั้นตอนของการบริหารจัดการ ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาคดี ดังนั้น ที่กกต. โต้แย้งว่าสามารถทำได้นั้น จึงฟังไม่ขึ้น หรือที่อ้างว่าการพิมพ์บาร์โค้ดก็เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยขึ้นนั้น ตนเห็นว่าการจะสร้างความปลอดภัยป้องกันการปลอมแปลง มีวิธีอื่นมากมาย ที่ไม่ใช่บาร์โค้ด และความปลอดภัยต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิ์ ข้อมูลพื้นฐานของประชาชน
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้มาร้องเรียนเพื่อตัวเอง เพราะข้อมูล ตรงนี้เป็นของประชาชน 30 กว่าล้านคนที่มาใช้สิทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวกับคะแนนเลือกตั้ง แต่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การไปล้วงความคิดเห็นทางการเมืองถือเป็นเรื่องอันตรายมาก
อย่างที่ตนได้ยื่นเหตุผล 5 ข้อ ประกอบการฟ้องร้องต่อศาลปกครองไปเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ต่อศาลปกครองว่า ถ้าพรรคการเมืองได้ข้อมูลการเลือกตั้ง ของบุคคลไป เขาจะรู้ว่าใครเลือกเขาหรือไม่เลือก หรือสมมติว่ามีการซื้อเสียง คนที่ซื้อเสียงก็จะซื้อเสียงได้ตรงเป้ามากขึ้น
ข้อมูลตรงนี้จึงเป็นความได้เปรียบเสียเปรียบของพรรคการเมือง และจะทำให้ชนะเลือกตั้งไปอีกหลายครั้งในอนาคต อีกครั้งการรู้ข้อมูลเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่เป็นข้าราชการ เพราะถ้ารู้ว่าข้าราชการคนไหน ไม่เลือกพักของตน หากเขาได้เข้าไปมีอำนาจข้าราชการคนนั้น ก็จะไม่เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน จึงเห็นว่าคูหาเลือกตั้งควรจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ใช่เป็นกล้องสอดแนม