“เด็จพี่” แนะ รัฐบาล วางแผนรับมือวิกฤตพลังงาน เสนอเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันใหม่ หวั่นสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ทำเงินเฟ้อพุ่ง วอน นายกฯ อนุทิน ออกมาตรการเข้ม ป้องกันสินค้าปรับขึ้นราคา ห่วงปชช. ผจญปัญหาปากท้อง-น้ำมันพุ่งซ้ำเติม
7 มี.ค. 69 – นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับอิหร่าน รวมถึงความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุช กำลังสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ
ซึ่งประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนจำนวนมาก จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก ราคาน้ำมันไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือค่าครองชีพของคนทั้งประเทศ หากราคาน้ำมันขยับขึ้นเมื่อใด ต้นทุนค่าขนส่งก็จะขยับขึ้นทันที และสุดท้ายราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็จะปรับตัวตามไปด้วย ภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณความกังวลของประชาชนในหลายพื้นที่ เกิดการแห่เติมน้ำมันและกักตุนน้ำมัน หลายสถานีบริการน้ำมันในต่างจังหวัดมีการขึ้นป้ายแจ้งน้ำมันหมด สะท้อนความตื่นตระหนกของประชาชน ต่อสถานการณ์พลังงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ค่าขนส่งอาจปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทยอยปรับตัวตาม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อได้
ในทางปฏิบัติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามตั้งศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) พร้อมมีคำสั่งห้ามส่งออกเชื้อเพลิง และเพิ่มกำลังสำรองน้ำมัน ซึ่งถือเป็นมาตรการเบื้องต้นที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มี รัฐบาล และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบ แต่ในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน สิ่งใดที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้โดยไม่ขัดกฎหมาย ควรเร่งดำเนินการทันที
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลควรวางแผนรับมือวิกฤตด้านพลังงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ กรณีสถานการณ์คลี่คลายเร็ว กรณีสถานการณ์อยู่ในระดับปานกลาง และกรณีการสู้รบยืดเยื้อ เพื่อให้ประเทศมีแผนรองรับที่ชัดเจนในแต่ละช่วงเวลา และสามารถลดผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ รัฐบาล ควรเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันจากพื้นที่ความขัดแย้ง พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เมื่อราคาพลังงานขยับ สิ่งแรกที่จะได้รับผลกระทบคือ มนุษย์เงินเดือน ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และคนหาเช้ากินค่ำ
รัฐบาล จึงต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาด ป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าต่างๆ ปรับขึ้นเกินความจำเป็น รัฐบาลควรออกมาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเข้มงวด ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงสถานการณ์วิกฤต รวมทั้งเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชน ในมิติต่างๆ เท่าที่รัฐบาลจะสามารถดำเนินการได้
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ประชาชน กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง และราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ไม่อยากให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเศรษฐกิจ มาซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนมากไปกว่านี้
เรายังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้ออีกนานเพียงใด จึงขอให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้