“ทวี” แนะ นำภาษีสรรพสามิต หนุนกองทุนน้ำมัน เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ ชี้ต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ใช้ปาล์มแทนน้ำมันใต้ดิน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายเสนอญัตติด่วยด้วยวาจาขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาหามาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมว่า การแก้ปัญหาน้ำมันคลาดแคลน

ระยะแรก ตนเสนอให้นำภาษีสรรพสามิต มาช่วยอุดหนุนกองทุนน้ำมัน เพราะรัฐถูกมองว่าทุจริต เมื่อเก็บภาษีไป ประชาชนไม่ไว้วางใจและกลัวว่าจะกระจุกตัว การเอาค่าใช้จ่ายทิพย์หรือการอ้างอิงราคาน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ โดยรมว.พลังงานพูดว่า ให้เอาภาษีลาภลอยมาใช้ ซึ่งควรเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมัน

นอกจากนี้ เราต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ผ่านมายืมแต่จมูกคนอื่นหายใจ วันนี้ต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยใช้ปาล์มแทนน้ำมันใต้ดิน และกรรมาธิการได้ศึกษา B100 พบว่ามี 11 ล้านลิตร แต่นำไปผสมแค่ 3 ล้านลิตร ซึ่งตนเชื่อว่าหากเราสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทางเกษตรได้ เงินก้อนนี้ไม่วิ่งไปต่างประเทศ แต่จะกลับมาวิ่งในประเทศ ดังนั้น ควรมีวิสัยทัศน์ในอนาคต ที่จะใช้ในส่วนนี้

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องไฟฟ้า ที่ทราบตอนนี้เราผลิต 30% ส่วนอีก 70% ไปจ้างเอกชน ทั้งที่เราต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำมาก และยังมีการใช้พลังงานน้ำด้วย วันนี้ต้องกล้าหาญที่จะนำกฎหมายมายึดคืนการผลิตจากเอกชนหากครบกำหนด

นอกจากนี้ยังพบว่า คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้นำไฟฟ้าจากโรงแก๊สไปใช้กับการผลิตเคมีภัณฑ์ แทนที่จะนำมาใช้กับครัวเรือน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตที่มีศักยภาพมาแย่งทรัพยากรของประชาชน ตนจึงขอให้คณะกรรมการจัดการประชุมใหม่ และกลับไปใช้รูปแบบเดิม หากนำต้นทุนเชื้อเพลิงที่นำมาจากโรงงานแก๊สที่อยู่ในอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าให้ใช้ในครัวเรือน ราคาค่าไฟจะลดลงอีก 50 สตางค์ ค่าไฟก็จะไม่เกิน 3 บาท

หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า อีกประการ คือ เรื่องปุ๋ย ประเทศไทยเราโชคร้าย เพราะเกษตรกรกว่า 70% ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ปีหนึ่งใช้ประมาณ 6 ล้านตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ถึงเวลาแล้วที่ต้องศึกษา ทบทวน แก้ไขปัญหานี้ หากนำมาใช้เราจะเป็นมหาอำนาจทางเกษตร

นอกจากนี้ การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และประชาชนอยากให้ปรับโครงสร้างเรื่องหนี้ จึงฝากไปถึงธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) และกระทรวงการคลัง และรัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขความทุกข์ของพี่น้องประชาชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน