ที่ประชุมตัวแทนพรรคการเมือง มีมติเอกฉันท์ให้ สส.ซื้ออาหารกินเอง เริ่มหลังสงกรานต์ ขณะที่จำนวนผู้ช่วยสส.ต้อง รอคณะกรรมการสภาพิจารณา

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 30 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เชิญตัวแทนพรรคการเมืองหารือร่วมกันเพื่อพิจารณา เรื่องการจัดสวัสดิการอาหารให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง รวมถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองที่มาร่วมประชุมในครั้งนี้

อาทิ นายวิสุทธิ์ ไชยรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี และนายราเชน ตระกูลเวียง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ รวมถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองอื่นๆ เข้าร่วมด้วย

นายโสภณ กล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า การเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาประชุมกันในวันนี้ อยากให้เริ่มต้นด้วยความเข้าอกเข้าใจ ให้เกิดความราบรื่นในการทำงาน ตนเชื่อว่าทุกท่านอยากเห็นงานที่ดี และเชื่อว่าประชาชนจะเห็นงานในสภาของเรา เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยความสามัคคีกัน ตนก็จะทำหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสวัสดิการอาหารเลี้ยง สส.ช่วงวันประชุมสภานั้น พบว่าปัจจุบันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างหาผู้รับเหมารายใหม่ หลังจากที่ผู้ค้ารายเดิมได้หมดสัญญาลงด้วยเหตุยุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 ดังนั้นการหารือกับตัวแทนพรรคการเมือง จึงต้องการสอบถามความคิดเห็นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ขณะที่งบประมาณเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันของ สส.ในวันประชุมยังมีงบประมาณเหลืออยู่ ตามกฎหมายงบประมาณประจำปี 2569 ทั้งนี้ มีข้อหารือว่าหากไม่ใช้งบประมาณตามที่จัดสรรสามารถนำไปใช้ในกิจการอื่นของสภาตามภารกิจที่เกี่ยวข้องได้

หลังการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง นพ.วรงค์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ”การหารือระหว่างประธานสภาและตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์“

จากนั้นเวลา 15.10 น. นายโสภณ ให้สัมภาษณ์ว่า การหารือในครั้งนี้มีหลายเรื่องได้แก่ 1.เรื่องสวัสดิการอาหารของสมาชิก เรามีความเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่าสมาชิกจะเป็นผู้จ่ายเงินเอง และฝ่ายเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎร จะจัดอาหารเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก โดยใช้ห้องอาหารเดิม อย่างไรก็ตาม เรื่องอาหารจะมีผลในช่วงหลังสงกรานต์

นายโสภณ กล่าวต่อว่า 2.เรื่องจำนวนผู้ช่วย สส.ซึ่งเป็นระเบียบของของสภาออก โดยคณะกรรมการสภา ที่ประชุมมีมติให้นำเรื่องนี้หารือกับคณะกรรมการสภา ซึ่งภายหลังการเลือกคณะกรรมการทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในวันที่ 23 เม.ย. ตนจะมีการนัดประชุมกับคณะกรรมการในวันที่ 28 เม.ย. เพื่อหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร

และ 3.เงินกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ประชุมเห็นพ้องว่าหากมีคณะกรรมาธิการจะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณาเรื่องดังกล่าว

นายโสภณ กล่าวอีกว่า ขณะที่เรื่องการแต่งกายของสมาชิกในช่วงนี้ หากมีระเบียบอะไรที่ล้าสมัย เราให้การบ้านแต่ละภาคไปดำเนินการทั้งการปฎิบัติตนในสภาและการแต่งกาย นอกจากนี้ ตนในฐานะประธานสภาฯ ได้ออกระเบียบอนุญาตให้ไม่ต้องผูกเนกไท ไม่ต้องสวมสูท เสื้อเชิ้ตไม่ต้องเป็นคอพระราชทาน แต่ต้องเป็นผ้าไทย ซึ่งจะไปนำเสนอให้เป็นข้อบังคับต่อไป

เมื่อถามถึง เรื่องการตั้งกระทู้และการปรึกษาหารือของสมาชิกนั้น นายโสภณ กล่าวว่า ที่ประชุมเสนอให้มีการหารือด้วยลายลักษณ์อักษร โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรจะแจ้งต่อสมาชิกว่ามีใครบ้างที่จะหารือก่อนการประชุม ส่วนเรื่องเวลาจะมีการปรับปรุงตามความเหมาะสม ขณะที่เรื่องการเสนอญัตติ เราไม่ได้ปิดกั้น แต่หากเรื่องใดที่เคยเสนอไปแล้ว ต้องมีการนำรายงานของชุดเก่ามาดูประกอบเพื่อจะได้ใช้เวลาน้อยลงและปรับปรุงให้ทันกับเหตุการณ์จะได้ไม่มีญัตติซ้ำ

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการนั้น เรื่องใดที่ไม่สำคัญ เราจะมีการลดเวลาอภิปรายของสมาชิกลง เพื่อให้สภาใช้เวลาอย่างเกิดประโยชน์ นอกจากนี้ จะมีการหารือกับรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองคนว่าจะสามารถเปิดประชุมก่อนเวลา 09.00 น. ได้หรือไม่ เมื่อได้ข้อตกลงทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเคารพข้อตกลงดังกล่าวด้วย

เมื่อถามถึง มีการวิจารณ์การลงไปกินที่ B2 ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดทำอาหารไว้แล้ว นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องนั้นเกิดจากความเข้าใจผิด ผู้วิจารณ์ไม่รู้ข้อมูล หลังจากนี้สภาฯ ชุดนี้ตนยังให้ทำอาหารตามความเป็นจริง ประมาณ 200-300 ที่ ไม่ใช่ตัวเลข 500 ตามจำนวนสมาชิก มาคูณกับงบประมาณ บางทีเรื่องดีๆ ประชาชนอาจไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้ ซึ่งเรายังขาดการสื่อสาร

ฉะนั้นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสภาฯ ต้องชี้แจงให้ประชาชนได้รู้ ไม่ใช่จัดเต็มงบประมาณ ซึ่งการดำเนินการจะทำให้ลดงบประมาณได้วันละ 2 แสนบาท ขณะเดียวกันเรื่องเงินกองทุนยังมีการหักจากสมาชิก และิีกส่วนหนึ่งที่สมทบจากรัฐบาล ซึ่งตนให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสภาฯ

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน