สว. ถกญัตติถ่วน วิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ ชี้ อากาศแม่ฮ่องสอน เลวร้ายที่สุด ไม่ใช่เชียงใหม่ จี้รัฐบาลประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ ฟื้นร่างพ.ร.บ.สะอาด
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธาน เมื่อเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องวิกฤต PM 2.5 ในภาคเหนือของประเทศไทยว่า จ.เชียงใหม่ ไม่ใช่จังหวัดที่อากาศเลวร้ายที่สุดในโลก
แต่วิธีการรายงานอันดับเมืองที่มีสภาพอากาศเลวร้ายของ IQAIR ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะรายงานเฉพาะที่เป็นเมืองใหญ่ แต่ความจริง จ.แม่ฮ่องสอน คือจังหวัดที่เลวร้ายกว่า จ.เชียงใหม่ โดยวันนี้เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ผ่านมา จ.เชียงใหม่ IQ AIR รายงานว่าอยู่ในระดับ 205 แต่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน อยู่ที่ 1,357 และอ.เวียงเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน อยู่ที่ 1,071
น.ส.นันทนา กล่าวว่า มลพิษที่เกิดในภาคเหนือเกิดจากการเผาอย่างชัดเจน ถ้าเปิดดูจุดความร้อน ฮอตสปอต จะพบว่ามีเป็นพันจุด จุดเผาไหม้จำนวนมหาศาล รวมถึงในประเทศเพื่อนบ้านด้านทิศตะวัน ถามว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือจะยากลำบากเพียงใด
หากปล่อยให้สภาพอากาศเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการท่องเที่ยว จะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนหรือไม่ และท้ายที่สุดจะบั่นทอนเศรษฐกิจท่องเที่ยวหรือไม่
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษทำมาหลายรัฐบาล แต่ขาดความคืบหน้าและจริงจัง การที่ปัญหายังอยู่ เป็นการประจานว่าการดำเนินการที่ผ่านมาล้มเหลว ทั้งวิสัยทัศน์ผู้นำ ระบบราชการส่วนกลางจนถึงส่วนภูมิภาค บางจังหวัดนั่งทำงานในห้องของผู้ว่าราชการจังหวัด
มีการผลักดันให้มีร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด แต่สุดท้ายยุบสภาทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป ดังนั้น ตนจึงหวังว่าถ้ารัฐบาลชุดนี้จริงใจให้ประเทศไทยมีอากาศสะอาด ควรยืนยันร่างกฎหมายนี้ขึ้นมา
จากนั้นสมาชิกได้อภิปราย โดยนายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สว. อภิปรายถึงวิกฤตมลพิษที่เกิดขึ้น และแสดงภาพเด็กเลือดกำเดาไหล พร้อมตั้งคำถามว่าหากเป็นบุตรหลานในการปกครองจะแก้ไขอย่างไร ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยที่จะประกาศพื้นที่เป็นภัยพิบัติ เพราะจะได้สามารถนำงบกลางออกมาใช้
อย่างไรก็ตาม ขอเสนอมาตรการจัดการแก้ไขปัญหา โดยในระยะสั้นรัฐบาลจะต้องดับจุดความร้อนฮอตสปอต และแจกจ่ายหน้ากากอนามัย ส่วนระยะกลาง รัฐบาลควรพิจารณากฎหมายที่ไทยมีอยู่ ทั้งร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ตกไปเมื่อยุบสภาครั้งหลังสุด หรือแม้แต่กฎหมายหมอกควันข้ามแดน ยุทธศาสตร์ฟ้าใส อยากให้รัฐบาลทำจริง เพราะไม่อยากเห็นภาพเด็กเลือดกำเดาไหลอีกแล้ว
ด้าน นายพละวัต ตันศิริ สว. อภิปรายว่า จนถึงเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจุดความร้อนฮอตสปอต 21,370 จุด อยู่ในพื้นที่เขตป่าไปแล้ว 19,000 จุด ขณะที่จุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านมีเกือบหนึ่งเท่าตัวของประเทศไทย
ฉะนั้น เมื่อจุดฮอตสปอตรวมกัน ทำให้ภาคเหนือมีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก จึงขอเรียกร้องให้รัฐแจกหน้ากาก N95 จัดให้มีห้องปลอดฝุ่น กำกับการเผาและคัดกรองสินค้าจากพื้นที่การเผา เป็นต้น
ขณะที่ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. อภิปรายว่า ฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กกว่าเส้นผม 30 เท่า สามารถเข้าไปถึงถุงลม และกระแสเลือดได้โดยตรง ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ตั้งแต่ไอ จาม เคืองตา เลือดกำเดาไหล หลอดเลือดอักเสบ โรคอัมพฤต เส้นเลือดตีบ เส้นเลือดแตก เส้นเลือดหัวใจอุดตัน จะมีประชากรเสียชีวิตจำนวนมากขึ้น
ในระยะยาวฝุ่น PM2.5 จะทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย มีโอกาสเสี่ยงป่วยเป็นโรค NCD เบาหวาน ความดันโลหิต และสุดท้ายโรคมะเร็ง พบชัดเจนว่าถ้าสัมผัสฝุ่น PM 2.5 ทุกๆ 10 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตรที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงป่วยโรคมะเร็ง 16 เปอร์เซ็นต์
นพ.วีระพันธ์ กล่าวว่า ในกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็ก และทารกในครรภ์ ได้รับฝุ่นพิษนี้ผ่านรกเข้าสมอง ทำให้สมองอักเสบ เด็กมีพัฒนาการช้าลง กลุ่มเปราะบางที่มีโรคประจำตัวความดันโลหิต เบาหวาน ทำโรคควบคุมไม่ได้ ก่อให้เกิดหลอดเหลือดหัวใจที่รุนแรง มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม
“ดังนั้น ทุกชุมชนควรมีพื้นที่ปลอดภัย ออกจากบ้านควรเช็กค่าฝุ่น กลุ่มเปราะบางถ้าค่ามาตรฐานเป็นสีส้มต้องใช้หน้ากาก ซึ่งหน้ากากที่ใช้ได้ผลประสิทธิภาพ ต้อง N95 อยู่ในบ้านปิดหน้าต่างและประตู เปิดเครื่องปรับอากาศตั้งโหมดไม่ใช้อากาศจากภายนอก ส่วนผู้ที่ออกกำลังกาย ถ้าอากาศเป็นสีส้มหรือสีแดงไม่ควรวิ่งภายนอก แต่ควรออกกำลังกายอยู่ภายในอาคารแทน” นพ.วีระพันธ์ กล่าว
ด้าน น.ส.มณีรัตน์ เขมะตวงศ์ สว. อภิปรายว่า ตนขอเป็นตัวแทนพี่น้องชาวเหนือที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในช่วงหมอกควันที่มีในช่วงปลายเดือน ก.พ. ถึง เม.ย. ต้องทนอยู่กับสภาพอากาศที่ไม่อยากจะหายใจ เพราะรู้ว่าต้องหายใจเอาอะไรเข้าไป หลายปีก่อนในอำเภอหนึ่งที่ตนอยู่ที่จ.เชียงราย มีค่า PM สูงถึง 900 กว่า ซึ่งเราก็อยู่กันไปแบบนั้น อยู่แบบจำใจ
คนที่มีกำลังทรัพย์ก็ซื้อเครื่องฟอกอาอาศ 2-3 ตัวในห้องนอนหนึ่งห้อง ทำห้องปลอดฝุ่น แต่หลายครอบครัวไม่มีสิทธิ์แม้จะเข้าถึงอากาศสะอาดได้หายใจ ฝุ่นที่มีค่าเป็นพิษสีแดงแบบนี้ไม่ต้องรอเป็นปี แค่ 5-7 วันก็เห็นผลระยะสั้นแล้ว
“ดิฉันมีประสบการณ์โดยตรงเกิดภาวะร้อนในถึงขั้นแปรงฟันไม่ได้ ต้องป้วนปากด้วยน้ำเกลือเป็นเวลากว่าหนึ่งอาทิตย์ จึงไม่อยากคิดถึงปอดของตัวเองว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้ อ.แม่จัน จ.เชียงราย มีค่าเอคิวไอสูงถึง 258 ค่า PM อยู่ที่ 183 เกินค่ามาตรฐานถึง 5 เท่าถ้าเป็นอย่างนี้ติดต่อกัน 5 วันตามเกณฑ์แล้วประกาศเป็นเขตภัยพิบัติได้หรือยัง” น.ส.มณีรัตน์ กล่าว
น.ส.มณีรัตน์ กล่าวว่า ขอให้นำงบฉุกเฉินมาช่วยเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานหน้าด่านในการดับไฟป่า ขาดแคลนเครื่องมือจำนวนมาก และขอร้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) หยิบยกร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ขึ้นมาใหม่
เพราะร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในหลักเศรษฐศาสตร์ของผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย คือ การมีกองทุนอากาศสะอาดที่คอยขับเคลื่อนระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าให้ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดต้องตกไปเพียงเพราะบางกลุ่มเสียผลประโยชน์แต่จะเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลว่าจะปกป้องลมหายใจของประชาชนได้หรือไม่
ทั้งนี้ หลังอภิปรายเสร็จสิ้น ที่ประชุมเห็นพ้องกันให้ส่งข้อเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาต่อ