โสภณ โดนอีก อ้างทุกพรรคตกลงร่วมกันปรับเวลาประชุมเร็วขึ้น ‘กล้าธรรม-ประชาชน’ ประท้วงวุ่น อรรถกร จี้ให้โหวตกันเลย พริษฐ์ ติงไม่ใช่ข้อตกลงร่วม ปกรณ์วุฒิ เดือดทำไมปิดไมค์เพื่อน ‘กรวีร์’ รับเป็นคนกลางเคลียร์จบ
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 2 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม หลังเปิดให้หารือแล้ว
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ให้เวลาตนสักนิดเพื่อความชัดเจน เนื่องจากวันที่ 1 เม.ย.ที่ตนได้สอบถาม และมีหนังสือสอบถามกรณีประธานคัดค้านการประกาศในที่ประชุมว่าจะปรับเวลาในการนัดประชุมสภาฯจากเวลา 09.00 น. เป็น 08.30 น.
สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ ไม่อยากให้เราในฐานะสส. ทำผิดมติที่ประชุมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการทำงานในสภาแห่งนี้ เพราะหากย้อนกลับไปสัปดาห์ที่แล้ว สภาฯมีมติให้ประชุมวันพุธและพฤหัสฯเริ่มในเวลา 09.00 น.เป็นต้นไป
แต่ประธานประกาศว่าจะนัดประชุมในครั้งถัดไป 08.30 น.ซึ่งตนไม่เห็นด้วย จึงขอเรียกร้องให้ประธานทบทวน และขอให้พิจารณากำหนดเวลาการประชุมใหม่ โดยเปิดให้สมาชิกลงมติหรืออย่างไรก็ได้ พวกเราจะได้ทำตัวถูก
นายโสภณ ชี้แจงว่า จากการหารือในประเด็นการปรึกษาหารือก่อนเข้าวาระการประชุม ตนได้หารือว่าถ้าเราลดเวลาลงเหลือ 1 ชั่วโมงได้หรือไม่ แต่ตนจะเปิดอีกช่องทางคือ หารือด้วยลายลักษณ์อักษร ตนเห็นความสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเรามีวิธีเดียวที่จะเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาพูดในสภาฯ
การที่เราจะไปยื่นหนังสือต่อส่วนราชการ ไม่สามารถทำได้ จะเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร เราเป็นผู้แทนฯของประชาชน ได้รับความทุกข์จากประชาชน ก็นำมาบอกกล่าวในที่นี่ จะเห็นว่าจากที่เรากำหนดว่าถ้าใช้เวลา 2 นาที ท่านก็ยังทำไม่ได้ เพราะความทุกข์ที่รับมามันเกิน 2 นาที จึงได้เปิดช่องทางเพิ่ม และการหารือก็ไม่ได้อยู่ในวาระ
นายโสภณ ชี้แจงต่อว่า เมื่อครบองค์ประชุม ประธานก็เปิดการประชุม แต่ด้วยเหตุผลของตนก็มีบรรทัดฐานเหมือนกันว่า ข้าราชการที่มาลงชื่อปฏิบัติงาน ไม่ว่าโรงเรียนหรือส่วนราชการ เขาเริ่มเวลา 08.30 น. ตนจึงเอามาเป็นบรรทัดฐานว่า สส.ต้องเสียสละ คนที่ต้องการหารือก็ใช้เวลาเริ่มที่ 08.30น.
“เมื่อมีการทักท้วง ผมไม่ใช่คนดื้อ ผมเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก หลังจากลงบัลลังก์ ผมจะหารือกับฝ่ายกฎหมายต่อไป ดังนั้น ขอจบเรื่องนี้ก่อนเพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ” ประธานสภาฯ กล่าว
แต่นายอรรถกร พยายามที่จะลุกขึ้นพูด ทำให้นายโสภณ สั่งให้พอแล้ว ไม่ต้องมาเอาแพ้เอาชนะ ซึ่งนายอรรถกร ตอบว่าไม่ต้องการเอาแพ้เอาชนะ แต่นายโสภณไม่อนุญาต และจะดำเนินการตามระเบียบวาระ นายอรรถกร จึงสวนกลับว่าจะไม่ให้พูดตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ที่ 3 เลยหรือ
ทั้งนี้ นายอรรถกร พยายามที่จะพูด แต่ถูกนายโสภณ ปิดไมค์และให้นั่งลง ทำให้ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประท้วงประธานต้องให้สิทธิ์สมาชิก เพราะประธานพูดร่ายยาวให้เหตุผลว่าคิดอย่างไร แต่ไม่ถามสมาชิกสักคำว่า สมาชิกมีเหตุผลและมีข้อคิดเห็นอย่างไรเรื่องแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง สภาฯนี้ไม่ใช่ของประธานคนเดียวเพราะเป็นของสมาชิกทั้ง 500 ท่าน
นายโสภณ ตอบกลับว่า เข้าใจ ถึงได้บอกว่าตนไม่ใช่คนดื้อ ไม่ใช่ว่าไม่ให้สมาชิกพูด แต่เมื่อมีการประสานงานการหารือ ก็ให้นายอรรถกร ได้หารือ ซึ่งนายอรรถกร เป็นห่วงเรื่องที่เราจะเลื่อนการหารือมาเป็นเวลา 08.30 น. ซึ่งตนก็ชี้แจง แม้จะยาวหน่อยก็ชี้แจงเพื่อให้ทราบว่าเหตุผลเป็นเช่นนี้ และจะหารือกับฝ่ายกฎหมายว่าทำได้หรือไม่
ตนจึงบอกว่าถ้าท่านไม่เห็นด้วย จะไม่ใช้เวทีสภานี้ แต่จะไปหารือกันในวิปอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นเปลี่ยนแปลงได้ และไม่ได้ปิดปากสมาชิกด้วย หากอภิปรายเกิน ตนอนุโลมให้สิ่งไหนที่เป็นเหตุเป็นผล ตนก็น้อมรับ ดังนั้นขอให้จบเรื่องนี้
แต่นายปกรณ์วุฒิ ไม่ยอม ยกมือประท้วงว่า ในเมื่อบอกว่าจะไปคุยกันในวิป ทำไมประธานถึงใช้มติมาพูดในสภาใหญ่ ดังนั้น ต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเช่นกัน
ทำให้นายโสภณ ชี้แจงว่า ตนหารือกับวิปครั้งหนึ่งแล้ว วันนั้นไม่มีใครสรุปเป็นอย่างอื่น ไม่มีคนเห็นแย้ง แต่เมื่อมีการทักท้วงในสภาฯนี้ ตนก็รับ ไม่ใช่ตนทำตามอำเภอใจ ขอให้พอได้แล้ว หน่วยงานมารอชี้แจงและไม่อนุญาตให้ใครพูด ถ้าสภาฯแห่งนี้ ประธานวินิจฉัยแล้วดำเนินการไม่ได้ ท่านจะบอกว่าตนเผด็จการ ขอให้ประชาชนที่อยู่ทางบ้านเขาตัดสิน
ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงในฐานะตัวแทนพรรคประชาชน ที่เข้าร่วมประชุมตัวแทนพรรคว่า ยืนยันว่าไม่มีการพูดถึงวาระการประชุม หรือการปรึกษาหารือเลย มีการส่งหนังสือเชิญเพื่อมาพูดคุยเรื่องสวัสดิการอาหาร ซึ่งมีข้อยุติเรียบร้อยแล้ว
ตนเป็นคนทักท้วงว่า เปิดประชุมสภาฯ สัปดาห์นี้เข้าสัปดาห์ที่สองเป็นไปได้อย่างไรเป็นที่จะไม่เปิดให้สมาชิกทั่วประเทศเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาหารือในที่ประชุมเวลา 09.30-10.30น. จึงจำเป็นต้องปกป้องเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ในการหารือ
จากนั้น มีการโต้ตอบกันอย่างต่อเนื่อง กระทั่งนายปกรณ์วุฒิ ลุกขึ้นประท้วงอย่างมีอารมณ์ว่า “เมื่อสักครู่ ท่านให้นายพริษฐ์ฟังให้จบ แต่ท่านยังฟังไม่จบเลย ยังปิดไมค์แล้วขอชี้แจงก่อนเลย”
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า นายพริษฐ์อาจจะยอม แต่ตนยอมไม่ได้ อย่างน้อยนายพริษฐ์ควรพูดให้จบก่อน เมื่อสักครู่ นายพริษฐ์ พูดใกล้จะจบแล้ว นายโสภณจึงกล่าวว่าพอเถอะ ไม่อย่างนั้นไปต่อไม่ได้
ทำให้นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เสนอว่าเพื่อเป็นการหาทางออกและแบ่งเบาภาระของประธาน ตนจะขออนุญาตไปประสานกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาชน เพื่อหาทางออกและนำเป็นข้อเสนอ เพื่อให้ประธานได้พิจารณาอีกทางหนึ่ง
ต้องบอกกับเพื่อนสมาชิกว่าประธานมีเจตนาที่ดี และเป็นข้อเท็จจริง วันนี้เราหารือตั้งแต่ 09.00-10.45 น. ซึ่งทุกคนแม้กระทั่งตน ก็ยืนยันว่าเรื่องการหารือเป็นเรื่องที่จำเป็น ประธานจึงเปิดช่องทางเพื่อรับเรื่องหารือทางเอกสารอีกช่องทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เรื่องเวลาการหารือว่าจะเป็น 1 ชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมงครึ่ง ที่ประธานดำริในการเปลี่ยนแปลง ตนคิดว่าเรื่องนี้ขออนุญาตหารือกับทุกฝ่าย
ต่อมา นายพริษฐ์ ลุกขึ้นเปิดโทรศัพท์ โชว์ประเด็นที่เป็นระเบียบวาระการประชุมตัวแทนพรรคในวันดังกล่าว พร้อมอ่านให้นายโสภณ ฟังว่าไม่มีการทราบมาก่อนว่าจะมีการประชุมเรื่องการปรึกษาหารือความเดือดร้อนประชาชน จึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างประหลาดใจว่าทำไมถึงประธาน ถึงบอกว่าเป็นข้อตกลงร่วมกัน
นายโสภณ จึงกล่าวว่า ไม่ได้แจ้งก่อน แต่มีการประชุมเรื่องนี้จริง เดี๋ยวให้ฝ่ายเลขาฯเอามาดูได้ แต่จบแล้ว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ใช้เวลาถกเถียงกันประมาณ 45 นาที ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมต่อไป